Art and Neighboring Project

เบื้องหลัง ‘นิทรรศการสมบัติพัสถาน’ และจดหมายเหตุของศิลปินชื่อ ‘จุมพล อภิสุข’ จากมุมมอง แวว-กษมาพร และบิ้ก-ณรงค์ศักดิ์


Art and Neighboring Project จัดทำโดย ฝ่ายสื่อสารประชาสัมพันธ์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
นักเขียน: กิตตินันท์ วัฒนธิติกุล


1.

เมื่อเอ่ยชื่อ ‘จุ๋ม-จุมพล อภิสุข’ คุณนึกถึงเขาในบทบาทใด?

ศิลปินผู้บุกเบิกและวางรากฐานแก่ศิลปะแสดงสดในไทย (Performance Art), นักกิจกรรมผู้ขับเคลื่อนประเด็นสังคมด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย,อาจารย์และศิลปินอาวุโสที่เคารพรักของศิลปินไทย, ศิลปินผู้ก่อตั้งเทศกาลศิลปะแสดงสดนานาชาติเอเชียโทเปีย (Asiatopia), ศิลปินผู้ก่อตั้งศูนย์ศิลปะบ้านตึกจังหวัดนนทบุรี และเป็นแกนหลักของเครือข่ายศิลปินในการเรียกร้องก่อตั้งหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 

ข้างต้นที่ว่าเป็นเพียงเกียรติประวัติส่วนหนึ่งของศิลปินลายคราม ผู้เป็นที่รักและอาจารย์ของเหล่าคนทำงานในแวดวงศิลปะ เท่าที่ผมจะอธิบายให้ผู้อ่านทราบพอสังเขปในหนึ่งย่อหน้า เพราะถ้าจะสาธยายทั้งหมดให้จบคงต้องใช้เวลานานนับวัน 

นั่นคือในแง่ของเกียรติประวัติส่วนตัว แต่ถ้าในแง่ขององค์ความรู้ด้านศิลปะการแสดงสดล่ะก็ ชื่อของจุมพล อภิสุข เป็นมากกว่าศิลปินผู้มีลีลาท่วงท่าหรือการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ แต่เป็นดัง ‘คลังความรู้มีชีวิต’ ที่สามารถถ่ายทอดศาสตร์ศิลปะแสดงสดได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งไม่มีตำราเล่มไหนเคยสอนในชั้นเรียน 

คงน่าเสียดายถ้าองค์ความรู้เหล่านั้นจะเลือนหายไปตามกาลเวลาพร้อมกับจุมพล นี่จึงเป็นที่มาของการรวบรวมองค์ความรู้เหล่านั้นมาบึนทึกเป็น ‘ฐานข้อมูล’ ทั้งในส่วนของข้อมูลศิลปะการแสดงสดและสิ่งที่จุมพลพบเห็นนับตั้งแต่ดำรงอาชีพศิลปิน รวมไปนำมาเผยแพร่ในนิทรรศการที่มีชื่อว่า ‘นิทรรศการสมบัติพัสถาน’ ของจุมพล อภิสุข

เบื้องหลังของโปรเจกต์นี้คงไม่มีใครเล่าได้ดีไปกว่า แวว-กษมาพร แสงสุระธรรม นักชาติพันธ์ุ-ภัณฑารักษ์ และอาจารย์พิเศษด้านการบริหารจัดการวัฒนธรรม วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบิ้ก-ณรงค์ศักดิ์ นิลเขต หัวหน้าฝ่ายการศึกษาหอศิลปกรุงเทพฯ ที่ช่วยกันขับเคลื่อนความตั้งใจนี้ออกมาเป็นรูปธรรม

ทำไมต้องเป็นจุมพล อภิสุข, ทำไมต้องเป็นฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการแสดงสดศิลปะ และโปรเจกต์นี้สามารถยกระดับต่อสภาพแวดล้อมศิลปะในไทยอย่างไร ผมขอชวนคุณผู้อ่านไปหาคำตอบพร้อมกันที่ด้านล่างนี้

2.

“ก่อนจะเริ่มโปรเจกต์นี้เราย้อนถามกลับกับตัวเราเองว่า แล้วทำไมจะไม่ใช่พี่จุ๋ม-จุมพล อภิสุข ล่ะ” กษมาพรเอ่ยประโยคน่าสนใจนี้กับผมทันทีที่ถามว่า ทำไมตัดสินใจชวนจุมพล อภิสุข มาร่วมในโปรเจกต์ที่ว่า

กษมาพรชวนย้อนความถึงเหตุผลข้างต้นให้ผมฟังต่อว่า จุดเริ่มต้นมาจากการที่เธอสังเกตและเก็บบันทึกข้อมูลของจุมพล นับตั้งแต่ที่เริ่มโลดแล่นในวงการศิลปะร่วมสมัยทั้งในประเทศและบนเวทีโลก หรือนับตั้งแต่ปี 2511 ที่ต้องบอกว่ายุคนั้นยังเป็นยุคที่ยังไม่มีการบัญญัติคำว่า Performance Art เสียด้วยซ้ำ จุมพลถูกเชื้อเชิญไปแสดงศิลปะแสดงสดมากกว่า 200 ครั้งทั่วโลก ทั้งในเอเชีย ยุโรป สหรัฐฯ และออสเตรีเลีย ซึ่งเอกลักษณ์การแสดงของจุมพลถูกบัญญัติว่าเป็น ‘การแสดงแบบชีวภาพ’ ที่เน้นการโต้ตอบกับพื้นที่ สภาวะแวดล้อม และปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม ว่าง่ายๆ คือเป็นการพาผู้ชมเข้าไปยังสภาวะที่เขาสร้างขึ้นมาดังต้องมนต์สะกดบางอย่าง  

นอกจากบทบาทส่วนบุคคลในฐานะศิลปินและภัณฑารักษ์ จุมพลยังเป็นหนึ่งในผู้สร้างพื้นที่ทางศิลปะและเครือข่ายด้านศิลปะแสดงสดมาตั้งแต่ปี 2520 ยกตัวอย่างในปี 2531 หลังจากที่หอศิลป พีระศรี ปิดตัวลงเขาได้ก่อตั้งชมรมรากแก้ว หรือ Tap Root Society ซึ่งเป็นชุมชนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างศิลปินและนักเคลื่อนไหวอิสระในเชียงใหม่, ปี 2535 ที่ก่อตั้งศูนย์บ้านตึก ศิลปะ และชุมชน (Concrete House: Art and Community Space)  ที่จังหวัดนนทบุรี เพื่อเป็นพื้นที่ที่เปิดรับศิลปินแสดงสดทั้งในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และที่สำคัญคือในปี 2541 เขาได้ก่อตั้งเทศกาลศิลปะแสดงสดนานาชาติเอเชียโทเปีย  (Asiatopia International performance art festival) เทศกาลศิลปะแสดงสดแห่งแรกในประเทศไทยที่ยังคงดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน 

กษมาพร : ถ้าไปสัมภาษณ์ศิลปินต่างชาติคนอื่นๆ เขาจะบอกว่า ถ้าย้อนกลับไปประมาณเมื่อปี 80s ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังไม่เคยมีการบัญญัติการทำงานในแบบที่เรียกว่าศิลปะแสดงสด ฉะนั้นศิลปินในยุคนั้นต้องมีความกล้าหาญมากๆ ที่จะทำในสิ่งที่ไม่เหมือนคนอื่น แต่สำหรับพี่จุ๋มมีมากกว่านั้นคือเขาเชื่อมโยงคนทำงานศิลปะประเภทนี้เข้าไว้ด้วยกัน ในยุคที่ไม่มีโซเชียลมีเดีย และการติดต่อกันยังต้องผ่านแฟกซ์ด้วยซ้ำ 

และจนถึงตอนนี้พี่จุ๋มในวัย 77 ปี ยังคงเป็นศิลปินที่แอคทีฟตลอดเวลา มีงานที่น่าสนใจออกมาให้เห็นอยู่ตลอด และเป็นคนที่ไม่หยุดฝึกฝนเรียนรู้ ไม่เคยหยุดที่จะทำงาน และถึงแม้ปัจจุบันจะกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่ที่บ้านในจังหวัดน่าน คนทำงานศิลปะต่างก็แวะเวียนมาขอคำปรึกษา มีนักสัมภาษณ์มาสัมภาษณ์อยู่ตลอด

 สำหรับเราพี่จุ๋มเป็นคนที่มีความเชื่อสูงมากในการทำงาน คงน่าเสียดายถ้าองค์ความรู้ต่างๆ เหล่านี้ของพี่จุ๋มจะหายไปโดยที่ไม่มีนำมาเผยแพร่ เราเลยอยากทำอะไรบางอย่างที่ผู้คนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้นี้ได้

ณรงค์ศักดิ์ : ก่อนหน้านั้นเราเคยได้ยินชื่อของพี่จุ๋มมานาน ครั้งหนึ่งเราบังเอิญได้เจอกับพี่จุ๋มที่ ณ เวลานั้น กำลังจัดแสดงงานงานหนึ่งที่ศูนย์บ้านตึก จังหวัดนนทบุรี ปรากฏว่าสิ่งที่เราเห็นมีมากกว่าแค่ผลงาน แต่มีของหลายชิ้นเหมือนบันทึกประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะโปสเตอร์ โปสการ์ด หรือตอนที่เรามีโอกาสได้ไปบ้านของพี่จุ๋มที่น่าน ภายในบ้านมีข่าวที่ถูกตัดจากหน้าหนังสือพิมพ์ ฮาร์ดไดรฟ์ที่เก็บบันทึกคลิปข่าวสำคัญๆ แม้กระทั่งอีเมลที่ใช้ติดต่องานพี่จุ๋มก็ยังปรินท์ออกมาเก็บรักษาอย่างเป็นระเบียบ จนเรารู้สึกว่าคนคนนี้มีความพิเศษมากๆ เขาเป็นมากกว่าศิลปิน เขาไม่ได้เก็บบันทึกแค่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา แต่เขาให้ความสำคัญในการบันทึกเรื่องราวที่น่าสนใจในโลกศิลปะร่วมสมัย 

กอปรกับตัวพี่จุ๋มก็เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมโดยเฉพาะเรื่องสิทธิสตรี,เซ็กซ์เวิร์คเกอร์ และแรงงาน ทั้งเราและแววซึ่งมีสายตาในแบบของคนทำงานอาชีพ Curator เลยเกิดไอเดียว่า เราอยากให้ผู้คนเห็นมุมมองอื่นๆ ของพี่จุ๋ม ทั้งในฐานะผู้ถ่ายทอด นักบริหาร นักเคลื่อนไหว มากกว่าแค่ในฐานะศิลปินแสดงสด นั่นเลยเป็นที่มาทั้งหมดของโปรเจกต์นี้

3.

หลังจากที่รู้แจ้งถึงจุดเริ่มต้นทั้งหมด คำถามต่อมาคือ แล้วจะถ่ายทอดข้อมูลที่มีทั้งหมดของศิลปินที่ชื่อจุมพล อภิสุข ให้ปรากฏออกมาอย่างเป็นรูปธรรมตามที่ตั้งใจแบบใด

คำตอบนี้ทั้งกษมาพรและณรงศักดิ์มองตรงกัน คือการทำ ‘Data based website’ หรือฐานข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์สาธารณะ เพื่อให้คนทำงานศิลปะ นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนคนธรรมดาก็ตาม ได้เรียนรู้และนำไปใช้ประโยชน์ หรือเป็นแรงบันดาลใจในการเข้าสู่เส้นทางอาชีพนักศิลปะร่วมสมัย

ณรงค์ศักดิ์ : เราอยากรวบรวมข้อมูลการทำงานของพี่จุ๋ม ยกตัวอย่างที่พี่จุ๋มแชร์ให้เราฟังว่ากระบวนการทำงานของคนทำงานศิลปะแสดงสด ไม่ต่างจากนกอพยพที่มีช่วงเวลาต้องบินไปแสดงในประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทั้งสนุกและน่าสนใจ

เราว่าข้อมูลเหล่านี้จากพี่จุ๋มจะสามารถตอบคำถามของคนทำงานศิลปะรุ่นใหม่ ที่กำลังตามหาคำตอบว่า ทำอย่างไรให้สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ด้วยอาชีพศิลปิน เหมือนที่พี่จุ๋มทำมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ เห็นว่า ศิลปินเป็นอาชีพที่ทรงคุณค่า 

กษมาพร : บางข้อมูลที่จะนำมาเผยแพร่ในครั้งนี้ เป็นข้อมูลที่ถูกจำกัดอยู่แค่ในวงเล็กๆ มาก่อน ยกตัวอย่างในอดีตงานเทศกาลศิลปะที่ถูกจัดขึ้นไม่ได้มีหน้าตาเหมือนอาร์ต เบียนนาเล่ ที่เราเห็นในปัจจุบัน, ในต่างประเทศเขามีเทศกาลศิลปะของคนทำงานศิลปะแสดงสดโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นอีกโลกที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน หรือแวดล้อมของคนทำงานศิลปะว่ามีกระบวนการต่างไปจากตอนนี้ยังไง

เราเคยไปในประเทศอินโดนีเซียที่เขาสนับสนุนวงการศิลปะ สิ่งที่เราเห็นคือเขามีพื้นที่สาธารณะอย่างห้องสมุด ที่ทำหน้าที่เป็น ‘คลัง’ เก็บรวบรวมข้อมูลศิลปะแขนงต่างๆ ไว้ ทำให้คนธรรมดาทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย

ในขณะที่ประเทศไทยฐานข้อมูลเหล่านี้ถูกจำกัดไว้แค่บางที่ เช่น เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย นอกจากคุณจะต้องรู้ว่าข้อมูลที่กำลังหาอยู่ถูกบันทึกไว้ที่ไหน คุณยังต้องรู้คีย์เวิร์ดคำค้นหา แถมยังต้องลุ้นอีกว่าข้อมูลจะกระจัดกระจายไปที่อื่นอีกหรือเปล่า 

ดังนั้นฐานข้อมูลที่เรากำลังจะทำเราอยากให้ผู้คนเข้าถึงง่ายมากที่สุด ทั้งในรูปแบบภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และมีข้อมูลสำคัญครบถ้วน ทีมงานเราตั้งใจทำด้วยความหวังว่าฐานข้อมูลนี้จะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริงๆ เพราะข้อมูลที่เรากำลังรวบรวมมีมากกว่าแค่งานของพี่จุ๋ม แต่เป็นความรู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการศิลปะร่วมสมัย 

4.

อย่างที่เกริ่นนำไปในช่วงต้นว่า โปรเจกต์นี้มีมากกว่าแค่เรื่องการทำฐานข้อมูล เพราะอีกความตั้งใจของกษมาพรและณรงค์ศักดิ์ ตลอดจนทีมงานหลังบ้าน คือการทำให้ข้อมูลนี้ถูก ‘ย่อย’ ออกมาให้เข้าใจมากที่สุด 

หลังผ่านการตกผลึกนานพอสมควรเกือบปี ในที่สุดพวกเขาจึงคิดวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจออกมาได้สำเร็จ นั่นคือ ‘บอร์ดเกม’ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของงานนิทรรศการที่ชื่อว่า ‘จุมพล อภิสุข l นิทรรศการสมบัติพัสถาน’ (Chumpol Apisuk Life World) ที่รวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างในฐานะศิลปินแสดงสดของพี่จุ๋มมาถ่ายทอด ผ่านบอร์ดเกมซึ่งเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงได้ง่าย และมีรูปแบบการถ่ายทอดข้อมูลที่สนุกสนาน

ณรงค์ศักดิ์ : ทั้งเราและทีมสนใจบอร์ดเกม เพราะบอร์ดเกมเป็นเครื่องมือสร้างการเรียนรู้ที่มีสตอรีที่น่าสนใจ มีกลไกที่เข้าถึงคนได้หลายกลุ่มไม่ว่าจะคนวัยเรียนหรือคนวัยทำงาน เป็นกิจกรรมที่อยู่กับมันได้ตลอดทั้งวัน

แต่โจทย์คือเราจะทำอย่างไรให้บอร์ดเกมนี้มีความน่าสนใจ ให้คนเล่นรู้สึกสนุก อินไปกับมัน ที่สำคัญคือมีภาษาที่เข้าใจง่ายและทำให้คนรู้จักศิลปะแสดงสดหรือศิลปะร่วมสมัยมากขึ้น ผ่านข้อมูลที่เราได้มาจากพี่จุ๋ม ซึ่งสิ่งนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของฝ่ายการศึกษาที่ต้องการทำ Learning Lab 

กษมาพร : สำหรับตัวกลไกบอร์ดเกมจะพาผู้เล่นไปสำรวจแวดล้อมของวงการศิลปะร่วมสมัย เช่น อาชีพภัณฑารักษ์มีหน้าที่ต้องทำอะไร หรือพิพิธภัณฑ์คืออะไร พาไปรู้จักกับศิลปินร่วมสมัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ในรุ่นเดียวกันกับพี่จุ๋ม

ซึ่งเราต้องไปเรียนรู้วิธีการออกแบบสื่อการเรียนการสอนจากครูที่เขาเชี่ยวชาญเรื่องนี้ เพื่อทำออกมาให้ง่ายตรงกับเป้าหมายหลักของเราที่เป็นเด็ก 

ความหมายของเราคืออยากให้ตัวบอร์ดเกมเป็น interruption 101 โดยที่ไม่จำเป็นต้องลงลึกรายละเอียดให้มันยาก แต่ทำให้สนุกและน่าสนใจ สามารถจุดประกายให้เขาสนใจอยากเรียนรู้ไปเสิร์ชหาข้อมูลต่อว่า ศิลปะแสดงสดคืออะไร หรือจุมพล อภิสุข คือใคร 

ณรงค์ศักดิ์ : ต้องขอบคุณน้องในทีมเราทุกๆ คนที่ช่วยให้บอร์ดเกมนี้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง เพราะความยากของบอร์ดเกมคือมันไม่ได้มีผลลัพธ์การเล่นแค่รูปแบบเดียว เราก็ต้องระดมความคิดกันหนักมาก มาระดมสมองว่ากลไกจะเป็นไง เป็นทอยเต๋าดีไหม หรือจะเป็นบันไดงู จนมาจบที่กลไกที่ดำเนินด้วยการ์ด ซึ่งการเล่นเราจะถูกสวมบทบาทเหมือนเป็น Curator เพื่อนำไปสู่การคิดต่อไปว่า ทำไมผลลัพธ์ที่ได้ถึงเป็นแบบนี้ ทำไมศิลปินในการ์ดเขาถึงคิดแบบนั้น 

นอกจากเรื่องของบอร์ดเกม วันที่ 9 สิงหาคม ยังมีการจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปเรียนรู้และทดลองการทำงานศิลปะแสดงสด โดยจุมพล อภิสุข ที่เปิดรับจำนวนจำกัด 10 ท่าน (รับสมัครเต็มจำนวนเป็นที่เรียบร้อย) ซึ่งเป็นความตั้งใจร่วมกันระหว่างจุมพลและทีมงานนิทรรศการนี้ 

ณรงค์ศักดิ์ : ทั้งพวกเราและพี่จุ๋มมีความตั้งใจอยากทำคลาส คลาสหนึ่งขึ้นมา เราอยากให้ผู้คนที่เข้ามาได้สัมผัส ได้เรียนรู้ ความรู้จากคนที่ถูกยกย่องว่าเป็นมาสเตอร์จริงๆ เหมือนที่ ศิลปินระดับโลกอย่าง มาริน่า อบราโมวิช (Marina Abramovich) เปิดโอกาสให้คนภายนอกเข้ามาเรียนรู้ศาสตร์ศิลปะการแสดงสดที่สถาบัน ขณะเดียวกันเราเชื่อว่าคลาสนี้สามารถกระตุ้นให้ตัวพี่จุ๋มเองมีไฟในการทำงานใหม่ๆ ขึ้นมา

กษมาพร : นอกจากกิจกรรมให้ความรู้ที่ว่ามา โปรเจกต์นี้ยังมีในส่วนของ Archival Exibition ซึ่งเป็นนิทรรศการที่โชว์สิ่งที่พี่จุ๋มเก็บบันทึกมาตลอด เป็นเหมือนภาพสะท้อนสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในเว็บไซต์ออกมาให้ผู้คนเข้าใจสิ่งที่พี่จุ๋มทำมากขึ้น จะเห็นว่าสิ่งที่เราทำเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายคนในวงการศิลปะ ทั้งกับศิลปินรุ่นใหม่และรุ่นอาวุโสเข้าด้วยกัน

5.

“คิดว่าสิ่งที่คุณทำจะสามารถเป็นโมเดลต้นแบบ ในการจัดการบันทึกข้อมูลของศิลปินสำคัญคนอื่นๆ ได้บ้างหรือไม่?” ผมถามทั้งสองคนทิ้งท้ายก่อนจะจบบทสนทนา 

ณรงค์ศักดิ์ : เราว่ามันเป็นไปได้หมด ในกรณีที่เราสามารถเข้าถึงศิลปินซึ่งเป็นหลักฐานชั้นต้น ตอนนี้เรายังมีเวลาในการนำองค์ความรู้จากศิลปินมาเก็บบันทึกลงในโลกอินเทอร์เน็ต เพราะเราก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง 

นอกจากเก็บบันทึกข้อมูล เราอยากเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิด หรือชวนคนในโลกศิลปะมาเชื่อมโยงข้อมูลนี้เข้าด้วยกัน แล้ววางหมวดหมู่การจัดการข้อมูลในแบบเดียวกันเพื่อให้การค้นหาออกมาสะดวกที่สุด

กษมาพร : มีความเป็นไปได้หมด เราอาจจะแบ่งเป็นข้อมูลส่วนตัวของศิลปินอย่างที่เราทำกับพี่จุ๋ม ที่เราถอดวิธีคิด วิธีการทำงาน สิ่งที่เขาเห็น

หรืออีกกรณีหนึ่งอาจจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ตัวศิลปินก็ได้ เพราะยังมีเรื่องราวในโลกศิลปะอีกมากมายที่ยังไม่ถูกบันทึกทั้งหมดเป็นการแข่งกับเวลา เพราะสุดท้ายแล้วฐานข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ พอๆ กับเรื่องการสร้างการรับรู้

ณรงค์ศักดิ์ : อย่างที่เคยให้สัมภาษณ์ไปว่าเราต้องสร้างระบบนิเวศของโลกศิลปะ ที่มีบุคลากรมากกว่าศิลปิน คุณอาจจะเป็น Curator ก็ได้ เราหวังว่าเมล็ดพันธุ์ที่เราหว่านไปแล้วจะเห็นผลในอนาคต

ทั้งนี้ ใครที่สนใจ จุมพล อภิสุข l นิทรรศการสมบัติพัสถาน Chumpon Apisuk’s Lifeworld : An Archival Exhibition สามารถมาได้ตั้งแต่วันเปิดนิทรรศการ คือวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้อง Friends of bacc ชั้น 6 และนิทรรศการจะจัดไปจนถึงวันที่ 6 กันยายน 2568

สำหรับผมแล้วนี่เป็นสิ่งที่มากกว่านิทรรศการหรือโปรเจกต์หนึ่ง แต่เป็นการร่วมกัน ‘บันทึก’ หน้าประวัติศาสตร์ศิลปะร่วมสมัย ผ่านศิลปินระดับมาสเตอร์ที่ชื่อจุมพล อภิสุข ที่จะอยู่ไปอีกตราบนานเท่านาน

Image Gallery