Main Exhibition

Undo Planet Part 1


บริหารงานโดย หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานคร ร่วมกับสเปซ ฟอร์ คอนเทมโพรารี อาร์ต และ มูลนิธิเกาหลีเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ
องค์กรผู้สนับสนุนหลัก: บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
องค์กรผู้สนับสนุนโครงการ: กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งเกาหลี และ เรียล ดีเอ็มซี โปรเจกต์
สื่อผู้สนับสนุน: ONCE, Room Books, KiNdconnext
คัดสรรโดย ซุนจุง คิม


ศิลปิน
เอเดรียน เกิลเลอร์
อรรคเชฎฐ์ สิกขากร
แฮกู ยาง
อิกคิบาวิคุรุรุ
จินมี ยูน
จุน คิม
คยอง จิน โจ / โช เฮ รยอง
ตวน มามิ
ยง อิน ฮง

Undo Planet Part 1

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ สเปซ ฟอร์ คอนเทมโพรารี อาร์ต (Space for Contemporary Art) และ มูลนิธิเกาหลีเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ (Korean Foundation for International Cultural Exchange) นำเสนอนิทรรศการนานาชาติ Undo Planet นิทรรศการที่ใช้ศิลปะเป็นสื่อในการสำรวจความเป็นไปได้ในการฟื้นฟูธรรมชาติ ศิลปินผู้เข้าร่วมสะท้อนและตั้งคำถามต่อความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โดยนิทรรศการนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนแรก Undo DMZ และส่วนที่สอง Land Art and Non-Human Beings.

ในส่วนแรกของนิทรรศการ ชื่อ Undo DMZ มีที่มาจาก DMZ Un-Do ผลงานของศิลปิน แฮกู ยาง โดย Undo DMZ ใช้ศิลปะเป็นเลนส์ในการจินตนาการถึงเขตปลอดทหาร หรือ DMZ พื้นที่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสงครามและการแบ่งแยก ที่มีการตรึงกำลังทหารหนาแน่น ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ข้อจำกัดต่อการเข้าถึงของมนุษย์กลับเอื้อให้เกิดการฟื้นคืนของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ นิทรรศการเริ่มต้นด้วยผลงานที่เกี่ยวข้องกับ “นก” ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่บินข้ามพรมแดนที่มนุษย์สร้างขึ้นได้อย่างอิสระ ผลงาน Trace (2566) ของ เอเดรียน เกิลเลอร์, White Cranes and Snowfall (2567) และ Accidental Paradise (2568) ของ ยง อิน ฮง และ Dreaming Birds Know No Borders (2564) ของ จินมี ยูน ล้วนใช้ “นก” เป็นแกนสำคัญ

Trace เกิดจากความสนใจของศิลปินที่มีต่อนกซึ่งอาศัยอยู่หรืออพยพผ่าน DMZ ในระหว่างที่เขาพำนักใกล้เขตดังกล่าว ศิลปินได้เฝ้าสังเกตนกป่าและสร้างสรรค์ภาพวาดที่สะท้อนการดำรงอยู่ของนกในพื้นที่ลี้ภัยที่อยู่นอกสายตาของมนุษย์ White Cranes and Snowfall เป็นผลงานจัดวางที่นำรองเท้าทำจากกกจำนวน 8 คู่ มาวางบนก้อนกรวดสีขาว ที่ก่อให้เกิดภาพราวกับรอยเท้าของนกกระเรียนที่เหยียบย่ำบนหิมะ ผลงานนี้จัดแสดงคู่กับ Accidental Paradise งานศิลปะเชิงเสียงที่ผสานเสียงร้องของนกกระเรียน เสียงของศิลปิน และเสียงธรรมชาติจากพื้นที่ DMZ เพื่อทลายลำดับชั้นระหว่างเผ่าพันธุ์ และลบเส้นแบ่งระหว่างเรื่องแต่งกับความจริง ระหว่างเรื่องเล่ากับเสียง ขณะที่ Dreaming Birds Know No Borders เป็นวิดีโอที่บอกเล่าเรื่องราวของนักปักษีวิทยาผู้ซึ่งครอบครัวถูกพรากจากกันในช่วงสงครามเกาหลี โดยผ่านการร่ายรำนกกระเรียนแบบดั้งเดิมของเกาหลี งานชิ้นนี้เชื่อมโยงประวัติศาสตร์และสถานที่เข้ากับการพลัดพรากภายในครอบครัว

ถัดมาเป็นผลงานของศิลปินไทย อรรคเชฏฐ์ สิกขากร และศิลปินเกาหลี จุน คิม ผลงาน Fragile Memories (2568) ของอรรคเชฏฐ์ เกิดจากการสำรวจข้อมูลในพื้นที่ DMZ ทั้งบันทึกสงคราม สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และความทรงจำทางวัฒนธรรม ศิลปินนำเครื่องรางที่มีรากฐานจากพุทธศาสนามาใช้เป็นองค์ประกอบ เพื่อย้อนทบทวนเรื่องราวของ “กองพันพยัคฆ์น้อย” กองพันทหารไทยที่เคยเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลี ส่วน Mixed Signals (2568) ของคิม เป็นผลงานจัดวางที่สร้างจากเสียงและภาพที่เก็บจากเขตชายแดน DMZ นำเสนอพื้นที่ซึ่งระบบเฝ้าระวังกับระบบนิเวศมาบรรจบกัน โดยเสียงจากธรรมชาติและสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าถูกถ่ายทอดผ่านกลไกคล้ายลิ้นชักและประติมากรรมหมุนในแนวนอน ชักนำผู้ชมให้สำรวจภูมิทัศน์ของพื้นที่ DMZ ที่ประกอบไปด้วยสัญญาณอันหลากหลายซ้อนทับกัน

พื้นที่ถัดไปจัดแสดงผลงานของศิลปินคู่ชาวเกาหลี โซ คยองจิน และ โช เฮรยอง กับศิลปินชาวเวียดนาม ตวน มามิ Parallel Botany (2566) ของโซและโช ที่มุ่งเน้นศึกษาพืชพรรณที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันในเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ โดยผลงานวิดีโอนำเสนอกระบวนการกล่าวชื่อพืชเหล่านี้ในภาษาเดียวกัน แต่ด้วยคำที่ต่างกัน ผลงาน DMZ Botanic Garden (2562 – ปัจจุบัน) ที่นำเสนอตัวอย่างพืชจำนวน 23 ชนิด ที่เป็นตัวแทนของพืชพันธุ์ในเขตปลอดทหาร พืชเหล่านี้สะท้อนเรื่องราวของการแบ่งแยก เมื่อร้อยรวมกันกลับเผยให้เห็นถึงภูมิทัศน์ร่วมทางนิเวศวิทยาและวัฒนธรรมของสิ่งแวดล้อมธรรมชาติในพื้นที่ DMZ ส่วน Borderless Garden (no.2) (2568) ของตวน มามิ นำเสนอเกี่ยวกับ “ต้นจิงจูฉ่าย” ซึ่งเป็นพืชที่เขาพบระหว่างการวิจัยที่ DMZ พืชชนิดนี้สามารถพบได้หลายภูมิภาคในเอเชีย และมีคุณลักษณะสำคัญคือการเติบโตข้ามเขตแดนและสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน เพื่อแสดงถึงความมีชีวิตชีวาและความเคลื่อนไหว ศิลปินได้เพาะปลูกต้นจิงจูฉ่ายที่เก็บจากประเทศไทย (ณ สถานที่จัดนิทรรศการ) เวียดนาม (บ้านเกิดของศิลปิน) ไต้หวัน และ พื้นที่ DMZ ของเกาหลี พร้อมทั้งสร้างงานศิลปะบนผนังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานดังกึน (Dangun) ซึ่งเล่าถึงการแปลงร่างจากสัตว์เป็นมนุษย์ เพื่อต่อยอดเรื่องเล่าดั้งเดิมนี้ไปสู่การเชื่อมโยงระหว่างพืช สัตว์ และมนุษย์ ผลงานนี้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเข้าสู่ส่วนถัดไปของนิทรรศการที่มีชื่อว่า Land Art and Non-Human Beings

พื้นที่สุดท้ายจัดแสดงผลงานของ แฮกู ยาง ซึ่งใช้ “ผึ้ง” เป็นตัวกลาง และกลุ่มศิลปิน ikkibawiKrrr ผลงาน DMZ Un-Do (2563) ของยาง เป็นงานศิลปะบนผนังที่ผสมผสานสัญลักษณ์ต่าง ๆ ให้คล้ายกับภาพเรดาร์ เช่น ลวดหนาม ป้าย “จุดพักสุดท้าย” เขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ กังหันลม ฟ้าแลบ ชิ้นส่วนปริศนา และอื่น ๆ เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์และพลังงานอันซับซ้อนของคาบสมุทรเกาหลีในฐานะพื้นที่ที่เส้นแบ่งเขตแดนมาบรรจบกับการเคลื่อนไหว ขนบธรรมเนียมกับความทันสมัย และความจริงกับจินตนาการ ผลงานแอนิเมชัน Yellow Dance (2567) ของยาง เล่าเรื่องประวัติศาสตร์สงครามเย็นผ่านตัวละครหลักคือผึ้งชื่อ “บงฮี” ในรูปแบบโมโนดรามา นอกจากนี้ยังมีประติมากรรมจัดวางสองชิ้น ได้แก่ Palanquin Bee Soul Site (2567) และ Lighthouse Bee Double Mansion (2567) ที่ได้แรงบันดาลใจจากโครงสร้างรังผึ้งในกระบวนการเลี้ยงผึ้ง ส่วนผลงานของ ikkibawiKrrr จัดแสดงบนเส้นทางออกจากนิทรรศการ Rhapsody (2567) ที่สำรวจเกี่ยวกับ “ช่องเปิด” ของ DMZ อันเป็นพื้นที่ที่หลบเร้นจากสายตาและไม่เป็นที่รับรู้ แต่กลับมีความสำคัญต่อการเติบโตของพืชพันธุ์สืบเนื่องจากการจำกัดการเข้าถึงของมนุษย์ ผลงานวิดีโอนี้จัดแสดงร่วมกับงานที่ได้แรงบันดาลใจจากกราฟฟิตี โดยใช้พืชที่เก็บมาจากเขตควบคุมพลเรือน (the Civilian Control Zone) นำมาสร้างเป็นภาพ เปรียบเสมือนผู้รุกรานที่เข้ายึดพื้นที่ซึ่งมนุษย์ละทิ้งไป Rhapsody ยังสะท้อนภาพของพืชที่รอวันถูกส่งไปยังเกาหลีเหนือ โดยมีเสียงกระสุนปืนใหญ่เป็นสัญลักษณ์ของสงครามเย็น งานชิ้นนี้เปรียบเปรยเสมือนห้องทดลองที่กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่จะมาถึง

นิทรรศการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งเกาหลี (The Korean Ministry of Culture, Sports and Tourism) และ มูลนิธิเกาหลีเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ (Korean Foundation for International Cultural Exchange) ส่วนหนึ่งของโครงการ  “Touring K-Arts”

Image Gallery