Art and Neighboring Project

Climate Community Playground เพราะ ‘การเล่น’ ทำให้เข้าใจโลกได้มากกว่าที่คิดโดย ‘อ.ต๊อง-รัตติกร’ และฝ่ายการศึกษา BACC


Art and Neighboring Project จัดทำโดย ฝ่ายสื่อสารประชาสัมพันธ์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
นักเขียน: กิตตินันท์ วัฒนธิติกุล


1.

เสียงจ้อกแจ้กเจื้อยแจ้วจากเด็กน้อยวัยกำลังเรียนรู้ดังไปทั่วโถงกิจกรรมชั้น 1 หอศิลปกรุงเทพฯ มวลความสุขแผ่ซ่านไปถึงคนมักหน้าหลายตาที่เดินผ่านไปผ่านมาบริเวณนั้น

แม้โถงดังกล่าวจะมีกิจกรรมหนุนเวียนสลับสับเปลี่ยนสมชื่อของมัน แต่ไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นเด็กๆ เล่นสนุกในสถานที่ที่ผลิบานไปด้วยงานศิลป์ 

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะกำลังมีการจัดกิจกรรมที่มีชื่อว่า ‘ชุมชนนักเล่น เล่าเรื่องโลก (ร้อน)’ หรือ ‘Climate Community Playground’  ซึ่งจัดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง ‘ต๊อง-รัตติกร วุฒิกร’ อาจารย์พิเศษและผู้ก่อตั้ง Club Creative บริษัทออกแบบของเล่นเพื่อสังคม และฝ่ายการศึกษาหอศิลปกรุงเทพฯ ร่วมด้วยกลุ่มนิสิตจากวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ

“ทุกวันนี้เด็กๆ รับรู้ถึงปัญหา climate change น้อยมาก แต่จะทำอย่างไรล่ะให้เขาสนใจเรื่องๆ นี้” 

จากการตั้งคำถามสั้นๆ ของรัตติกรนำมาสู่กิจกรรมที่ชวนผู้คนมา ‘เล่น’ เพื่อเปลี่ยนโลก แต่ทำไมต้องเป็นการเล่น ต้องเล่นแบบไหน และแนวคิดของการเล่นนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรนั้น เราขอชวนหาคำตอบพร้อมกันด้านล่างนี้

2.

ก่อนอื่นขอเท้าความถึงที่มาของ Climate Community Playground 

สำหรับกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘สัปดาห์แห่งการขับเคลื่อนเพื่อภูมิอากาศกรุงเทพ’ หรือ ‘Bangkok Climate Action Week (BKKCAW)’ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 กันยายน – 5 ตุลาคม 2568 โดย Climate Community Playground นั้นเกิดจากความร่วมมือของหอศิลปกรุงเทพฯ, กรุงเทพมหานคร, บริษัท จัสท์ ทรานสิชั่นส์ อินคิวเบเตอร์ จำกัด  (JUTI) พร้อมเครือข่ายพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันรังสรรค์พื้นที่สาธารณะให้กลายเป็นสถานที่จัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะมลพิษทางอากาศ น้ำท่วม คลื่นความร้อน ฯลฯ ผ่านจุดประสงค์ร่วมเดียวกัน คือนำไปสู่การสร้างเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมอันน่าอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

“ตอนที่เราคุยกับบิ๊ก (ณรงค์ศักดิ์ นิลเขต หัวหน้าฝ่ายการศึกษา หอศิลปกรุงเทพฯ) เรารู้ทันทีว่าทั้งเราและหอศิลปกรุงเทพฯ มีความคิดคล้ายกัน คือเราอยากนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจและจำเป็นต่อโลก” ตามที่รัตติกรกล่าวและนั่นจึงเป็นเหตุให้ Climate Community Playground ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของ Bangkok Climate Action Week

เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วที่เพื่อนบ้านของเราคนนี้โลดแล่นอยู่กับการออกแบบของเล่นเพื่อสังคม ในฐานะ ‘play activist’ ที่ใช้ดีไซน์ย่อยเนื้อหาที่ยากให้เป็นเรื่องง่ายผ่านการเล่น โดยเฉพาะรูปแบบบอร์ดเกมซึ่งเธอเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดเมื่อหลายสิบปีก่อน ไม่ว่าจะเกมที่สอนให้เด็กๆ รู้จักกับเรื่องภัยพิบัติ, เกมที่สอนให้รู้จักกับหลักประชาธิปไตย แม้กระทั่งเกมที่ถ่ายทอดข้อกฎหมายเกี่ยวกับการเงินก็ตาม ถึงกระนั้นเธอยืนยันว่า climate change เป็นโจทย์ท้าทายที่จะทำให้เด็กและคนทั่วไปรับรู้ถึงปัญหานี้ซึ่งเป็นปัญหาใหญที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

“หลายปีที่ผ่านมาเรามีโอกาสได้ไปทำงานในยุโรปอย่างกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน เพื่อขับเคลื่อนเรื่อง biopiracy หรือ urban nature right แต่พอกลับมาที่ประเทศไทยไม่มีใครรู้ถึงเรื่องนี้เลย หรือตอนนี้ที่ได้ไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นเราพบว่าปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติมันกำลังลุกลามเกินกว่าที่ภาครัฐจะแก้ไขได้ 

“ซึ่งปี 2022 เป็นปีเดียวกันกับที่ IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) ออกมาประกาศว่า ‘human community’ คือกลไกสำคัญที่จะทำให้โลกก้าวผ่านปัญหา climate change ได้ เราเลยตัดสินว่าจะเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับคอมมูนิตี้ แต่จะแค่คอมมูนิตี้ที่เป็นมนุษย์อย่างเดียวคงไม่พอ เราเลยตัดสินใจเล่าถึงคอมมูนี้ตี้ของมนุษย์ (human) และสิ่งมีชีวิตอื่น (non-human) ผ่านเครื่องมืออย่าง street play ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสนใจมานานแล้ว

“ถ้าถามว่าทำไมต้องเป็นเรื่องของคอมมูนิตี้ เรายกตัวอย่างงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงครั้งที่เมืองชิคาโก้ ประเทศสหรัฐฯ เผชิญกับภัยคลื่นความร้อนจนมีคนล้มตายจำนวนไม่น้อย ผลปรากฏว่าพื้นที่ที่แทบไม่มีคนตายคือที่ทีมี public space ซึ่งเป็นแหล่งรวมคอมมูนิตี้ทั้งห้องสมุด ร้านกาแฟ พื้นที่แฮงค์เอ้าท์ ฯลฯ เมื่อผู้คนรับรู้ถึงการมีอยู่ของพื้นที่เหล่านี้ สิ่งที่ตามมาคือการพึ่งพาอาศัยกันของผู้คนที่อพยพมายังพื้นที่ที่เป็น public space คนหนุ่มสาวดูแลผู้สูงอายุ, คนที่มีลูกเล็กไปอยู่กับบ้านของคนที่มีเครื่องปรับอากาศ 

“สิ่งเหล่านี้ที่เล่ามาคือใจความสำคัญที่เราอยากสื่อสารออกไป ไม่ใช่แค่เรื่องของปัญหา climate change แต่เป็นการปลูกฝังความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจจากการอยู่ร่วมกันบนโลกนี้ทั้งกับคนและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ” 

3.

ระหว่างสนทนารัตติกรขั้นจังหวะด้วยการถามผมกลับว่าเคยเล่น street play มาก่อนไหม?

ในหัวผมจินตนาการพรั่งพรูถึงกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ชั่วอึดใจเธอเบรคความคิดของผมพร้อมกับเฉลยให้ฟังถึงนิยามของ street play ซึ่งหมายถึงเกมบ้านๆ ที่เคยละเล่นตอนเด็ก เช่น ตั้งเต, กระต่ายขาเดียว, ขี่ม้าส่งเมือง, โมราเรียกชื่อ ฯลฯ 

ผมถึงกับร้องอ๋อทันทีที่หายแคลงใจ อย่างไรก็ตามเด็กรุ่นใหม่อาจไม่คุ้นชื่อกับการละเล่นเหล่านี้สักเท่าไหร่ โดยเฉพาะในยุคที่สภาพแวดล้อมไม่เอื้อให้เด็กๆ สามารถวิ่งเล่นบนผืนหญ้า สูดอากาศบริสุทธิ์ หรือยืนรับวิตามินจากแสงแดด นี่จึงเป็นอีกโอกาสที่จะทำให้เด็กๆ ได้รับรู้ถึงการสร้างคอมมูนิตี้ผ่านการละเล่นร่วมกัน

“คนยุคเราโตมากับการละเล่นแบบ street play ซึ่งการละเล่นแบบนี้มันสามารถบอกเล่าถึงสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้น เช่น เกมน้ำขึ้นน้ำลง ผู้เล่นต้องวิ่งหนีจระเข้ ถามว่าจระเข้มันมาจากไหนก็มาจากภัยน้ำท่วม คุณจะปลอดภัยคุณก็ต้องวิ่งหนีขึ้นที่สูง 

“นี่เป็นตัวอย่างการละเล่นแบบ community building ที่สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมของบ้านเรา เหตุนี้เราจึงอยากนำสิ่งนี้กลับมาใหม่โดยสื่อสารให้ตรงกับบริบทของโลกยุคนี้ที่กำลังเผชิญกับปัญหา climate change โดยสร้างกฎกติกาที่ยืดหยุ่นเหมาะกับผู้เล่นทุกช่วงวัย”

แน่นอนว่าสิ่งที่รัตติกรกำลังจะสื่อสารผ่านการเล่นแบบ street play ไม่ใช่การยัดเยียดข้อมูลเชิงวิชาการ แต่เป็นนำสิ่งรอบตัวมาย่อยให้เข้าใจง่ายในแบบที่เธอถนัด

“จินตนาการว่าคุณเป็นกบในเมืองใหญ่ที่ไม่สามารถกระโดดขึ้นจากตลิ่งได้ เพราะตลิ่งถูกแทนที่ด้วยกำแพงคอนกรีตที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อป้องกันน้ำท่วม ถ้าอย่างงั้นคุณจะกระโดดขึ้นมาได้ด้วยวิธีไหน”

ข้างต้นคือตัวอย่างของกิจกรรม Climate Community Playground  ในเกม ‘แปลงร่างแล้วตามรอยเท้า’ (Becoming Another Being) ที่เป็นการจำลองบทบาทสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้แก่ กบ, นก และผึ้ง ที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป อย่างข้างต้นที่ว่าด้วยการจำลองบทบาทเป็นกบ ก็มีที่มาจากครั้งที่เธอออกทำกิจกรรมนักสืบสายน้ําร่วมกับคณะนิสิตจากมศว. ก่อนจะพบเจอกบตัวหนึ่งที่ใบหน้าบาดเจ็บจากกำแพงคอนกรีตที่ถูกสร้างแทนที่ตลิ่งธรรมชาติ

หรือครั้งที่เธอเดินสำรวจสวนเบญจกิติและพบกับอีกาตัวหนึ่งที่ส่งเสียงร้องไม่หยุด ก่อนจะรู้ภายหลังว่าที่มันร้องเตือนเช่นนั้นเพราะมนุษย์กำลังเข้าใกล้เขตอาศัยของมัน 

เหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นไอเดียในการสร้างเกมได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เล่นเข้าใจถึงวัฏจักรของสิ่งมีชีวิตอื่น เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกให้เกิดความเอื้อเฟื้อนอกเหนือไปจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

“การจะเกิด empathy คุณต้องเข้าใจเขาให้ได้ก่อนว่าสิ่งมีชีวิตอื่นต้องการอะไร ยกตัวอย่างครั้งที่เราพานักศึกษาไปสวนสวนหนึ่ง พอถึงไปถึงตรงที่มีบ่อดอกบัวเราถามนักศึกษาว่ามีใครได้กลิ่นดอกบัวบ้าง ซึ่งมีทั้งคนได้กลิ่นและไม่ได้กลิ่น นั่นเป็นเพราะเราปรับตัวจนการรับรู้ที่มีต่อธรรมชาติลดน้อยลง เราเลยอยากชวนตั้งข้อสังเกตว่า กลิ่น, แสงแดด หรือปัจจัยจากธรรมชาติอื่นๆ มีผลต่อความเป็นอยู่ของสัตว์สักตัวอย่างไรบ้าง”

จากเหตุผลข้างต้นจึงนำมาสู่ ‘แปลงเมืองเรื่องของเรา’ (Transforming the City) เกมลำดับที่ 2 จาก Climate Community Playground ที่ชวนผู้เล่นมาเปลี่ยนแปลงเมืองที่ก่อนหน้าถูกออกแบบโดยไม่ใยดีต่อธรรมชาติจนถูกภัยพิบัติเล่นงาน ให้กลายเป็นเมืองที่พร้อมโอบรับสิ่งมีชีวิตทุกประเภท

“เมื่อไหร่ที่เราเข้าใจธรรมชาติเราจะมองโลกใบนี้ด้วยสายที่อ่อนโยนมากขึ้น 

“ยกตัวอย่างน้องๆ นักศึกษาที่มาช่วยออกแบบเกม เราพาเขาไปรู้จักกับธรรมชาติก่อนที่จะเริ่มทำโปรเจกต์ หลังกลับมามุมมองเขาเปลี่ยนไป เขาเกิดการตั้งคำถามเช่นทำไมตรงนี้ไม่มีต้นไม้ ตรงนี้ไม่มีร่มเงาสัตว์จะอยู่ได้อย่างไร เราอยากสื่อสารสิ่งนี้ไปถึงคนเล่น ยกตัวอย่างเด็กคนหนึ่งที่จำลองบทบาทเป็นผึ้ง ถ้าเขากลับออกไปแล้วสามารถต่อยอดความคิดได้ว่า ถ้าตรงนี้ไม่มีดอกไม้ผึ้งจะทำอย่างไร แค่นี้ก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว” รัตติกรกล่าวด้วยรอยยิ้ม

4.

“การเล่นจะสามารถเปลี่ยนโลกใบนี้ได้จริงไหม” ผมถามรัตติกรทิ้งท้ายด้วยความสงสัย และคิดว่าเธอน่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดในฐานะคนที่ใช้การละเล่นเป็นเครื่องมือเพื่อผลักดันสังคมมาตลอดหลายสิบปี

“ถามว่าได้ไหมเราไม่แน่ใจ” เธอหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “เราคิดว่าการจะทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นมันมีเครื่องมืออีกมากมาย ทั้งภาพยนตร์ สารคดี เวิร์กชอป เยอะแยะมากมายแต่สิ่งนี้ต้องไปพร้อมกันด้วยแนวคิดเดียวกันเป็นกลุ่มก้อน

“เราอยากให้สิ่งนี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภาคการศึกษาไทย ต้องยอมรับว่าเด็กๆ เดี๋ยวนี้สนใจการศึกษาที่เอนเตอร์เทนมากขึ้น ถ้าเรายังยึดวิธีการเก่าเด็กไม่มีทางเลยที่จะสนใจได้เต็มร้อย ถ้าเราทำสิ่งนี้ให้คนอื่นเห็นว่ามันมีความเป็นไปได้แล้วมีคนทำตามหรือจุดประกายอะไรบางอย่างได้ก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี”

น่าเสียดายเล็กน้อยที่กิจกรรม Climate Community Playground จะจัดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ถึงแค่วันที่ 4 ตุลาคม 2568 

อย่างไรก็ดีภารกิจระหว่างหอศิลปกรุงเทพฯ และรัตติกรยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ เพราะในปีหน้ามีหมุดหมายสำคัญในการดำเนินโครงการ The Chapter -1: Creative Learning Program for Youth ที่ว่าด้วยภาพใหญ่ในการสร้างการรับรู้ถึงปัญหา climate change ที่เป็นการต่อยอดจากกิจกรรม Climate Community Playground  แต่จะเป็นรูปแบบไหนต้องรอติดตามกันต่อไป

แต่ที่สามารถพูดได้เต็มปากจากการตกผลึกทางความคิดภายหลังพูดคุยกับเพื่อนบ้านของเราในตอนนี้ คือ ‘การเล่น’ ให้อะไรเรามากกว่าที่คิดจริงๆ 

Image Gallery