Art and Neighboring Project

สำรวจเบื้องหลังโปรเจกต์ Benchasiri Sculpture Conservation กับการคืนชีพงานประติมากรรมในอุทยานเบญจสิริ


Art and Neighboring Project จัดทำโดย ฝ่ายสื่อสารประชาสัมพันธ์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
นักเขียน: กิตตินันท์ วัฒนธิติกุล


1.

คุณผู้อ่านรู้สึกเหมือนกันกับผมไหมครับ ว่าทุกวันนี้ชีวิตของเราผูกโยงเข้ากับ ‘สวนสาธารณะ’ มากขึ้นกว่าแต่ก่อน

บ้างไปสวนสาธารณะเพื่อวิ่งออกกำลังกาย (ผมเองก็เช่นกัน) บ้างเพื่อสูดดมกลิ่นดิน สัมผัสกับผืนธรรมชาติที่หาได้ยากในเมืองกรุง บ้างไปเพื่อหาความสงบ หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง จะแบบไหนล้วนเป็นเรื่องดีที่ได้มา

แต่ที่เรากำลังจะพูดถึงคือ ‘อุทยานเบญจสิริ’ ซึ่งมีบางอย่างที่พิเศษกว่านั้น เพราะสวนดังกล่าวมี ‘งานประติมากรรม’ หลายชิ้นที่ถูกวางเรียงรายตามแต่ละจุด เพื่อให้ผู้ที่มาเยี่ยมเยียนได้ซึมซับกับความวิจิตรจากศาสตร์ศิลปะร่วมสมัย ที่เกิดจากการรังสรรค์โดยศิลปินชั้นครู

ถือเป็นเรื่องดีที่ได้เสพผลงานที่หาไม่ได้จากที่ไหนเหล่านี้ในสถานที่ที่เข้าถึงง่าย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผลงานเหล่านี้อยู่ต้องประสบกับแดด ฝน และลมจากธรรมชาติ บางชิ้นงานสึกหรอเหมือนส่งสัญญาณว่า ถึงเวลาควรค่าแก่การบูรณะซ่อมแซมแล้ว

เหตุนี้จึงเป็นที่มาที่มูลนิธิหอศิลปกรุงเทพฯ ริเริ่ม Benchasiri Sculpture Conservation Project  หรือโปรเจกต์ปรับปรุงซ่อมแซมผลงานประติมากรรมในพื้นที่อุทยานเบญจสิริ ที่เริ่มทำไปส่วนหนึ่งแล้วตั้งแต่ปลายปี 2568

ว่าแล้วผมอยากชวนคุณผู้อ่านมาพบกับ ‘คุณมังคุด – พิมพ์นารา ธนากรวัจน์’ ผู้จัดการโครงการปรับปรุงซ่อมแซมประติมากรรมในบริเวณอุทยานเบญจสิริ ผู้เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของโปรเจกต์ดังกล่าวตั้งแต่วันแรก ว่าโปรเจกต์นี้ท้าทาย และสร้างแรงกระเพื่อมอะไรบ้างให้แก่โลกศิลปะ

2.

“โครงการนี้มีการวางแผนมานานถึง 3-4 ปีแล้ว จุดเริ่มต้นมาจากคุณวรรณพร พรประภา กรรมการมูลนิธิหอศิลปกรุงเทพฯ ซึ่งท่านเป็นหนึ่งในผู้ที่เข้าไปใช้งานสวนในอุทยานเบญจสิริ และเล็งเห็นว่า ประติมากรรมในสวนฯ มีความชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา ท่านจึงเสนอโครงการนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหอศิลปกรุงเทพฯ ก่อนจะจัดแผนเสนอต่อกรุงเทพมหานคร”

พิมพ์นารา เริ่มเล่าให้ผมฟังถึงจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ดังกล่าว ทั้งนี้ 21 ชิ้น คือจำนวนงานประติมากรรมที่ถูกติดตั้งทั่วพื้นที่สีเขียวขนาด 29 ไร่ในอุทยานเบญจสิริ โดยถูกขนานนามว่าเป็น ‘สวนประติมากรรมแห่งแรกของกรุงเทพฯ’ 

ย้อนกลับไปเมื่อ 34 ปีที่แล้ว หรือเมื่อปี 2535 ผลงานศิลปะเหล่านี้ได้รับการโอนย้ายการดูแลจากกรมอุตุนิยมวิทยาสู่กรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่รัฐบาลในยุคนั้นตัดสินใจอนุมัติสร้างอุทยานเบญจสิริเพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ 

หลังจากนั้นไม่นานนักเหล่าบริษัทเอกชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้กับอุทยานเบญจสิริตัดสินใจร่วมกันระดมทุน เพื่อซื้อและนำผลงานเหล่านั้นมาตั้งไว้ในอุทยานเบญจสิริ โดยมีศาสตรเมธีนนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน นายกสมาคมประติมากรไทยในเวลานั้นเป็นผู้คัดเลือกดูแล 

“การมีผลงานศิลปะเข้าไปตั้งอยู่ในสวนถือเรื่องใหม่ในตอนนั้น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายใหม่ในช่วงเวลาที่ยังถูกนิยามว่า เป็นยุค ‘เรเนซองส์ของเมืองไทย’ หรือนับตั้งแต่ที่ศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรี ท่านเข้ามาเผยแพร่ศาสตร์งานศิลปะสมัยใหม่จากฝั่งตะวันตก (ปี 2490) มีการก่อตั้งสถาบันการศึกษาด้านศิลปะ มีการก่อกำเนิดของเวทีประกวดการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ และมีนักศึกษาศิลปะกลุ่มแรกที่ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศและกลับมาสร้างแนวทางศิลปะเฉพาะตน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากยุคที่ศิลปินไทยผูกโยงกับระบบสกุลช่าง” พิมพ์นาราอธิบายถึงประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของวงการศิลปะไทย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลงานศิลปะในสวนแห่งนี้

“ตอนเราเห็นผลงานในสวนแห่งนี้รู้สึกตื่นเต้นมากกับความสวยงาม แต่ขณะเดียวกันเราก็เห็นถึงความชำรุดทรุดโทรมที่เกิดขึ้นกับผลงาน” เธออธิบายต่อ

พิมพ์นารานิยามว่า ผลงานที่ถูกติดตั้งในสวนไม่ต่างจาก ‘ห้องสมุด’ ที่เก็บรวบรวมวิวัฒนาการของประติมากรรมยุคศิลปะสมัยใหม่ของไทย เพียงแต่ห้องสมุดในที่นี้ไม่ใช่ที่ในร่ม มันผ่านทั้งวันที่แดดจ้า ฝนตกหนัก และลมหนาวกระโชก วันคืนล่วงเลยผ่าน ผลงานแต่ละชิ้นจึงชำรุด บ้างมีคราบสนิม บ้างชิ้นส่วนแตกหัก แต่เบื้องหลังยังคงความวิจิตรและร่องรอยแห่งการเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์อยู่

3.

“ตอนที่เรียนจบปริญญาตรีจากภาควิชาประติมากรรม คณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เราชนะเลิศจากโครงการพัฒนาศักยภาพศิลปินรุ่นใหม่ ครั้งที่ 15 กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งรางวัลคือการได้รับโอกาสไปศึกษาดูวิธีการทำงานในแวดวงศิลปะที่เมืองแอลเอ ประเทศสหรัฐฯ ที่นั่นเราได้ศึกษาโครงสร้างมิวเซียมและอาร์ทพาร์คหลายที่ ทุกๆ ที่ของบ้านเขาจะมีพื้นที่สำหรับแสดงผลงานประติมากรรม นั่นทำให้เราเชื่อว่าประเทศไทยเองก็ควรจะมีพื้นที่แบบนี้เช่นกัน”

จากความตั้งใจข้างต้นของพิมพ์นาราตรงกับช่วงที่หอศิลปกรุงเทพฯ กำลังรับสมัครตำแหน่งผู้จัดการโครงการปรับปรุงซ่อมแซมประติมากรรมในบริเวณอุทยานเบญจสิริพอดี เธอไม่รอช้ารีบยื่นใบสมัคร ก่อนจะได้รับคัดเลือกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้

“เรามองว่าโครงการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการฟื้นฟูวัตถุ แต่คือการดูแล ‘ชั้นของเวลา’ ที่อยู่บนผลงานเหล่านี้ เพราะเราไม่ได้มองร่องรอยการเสื่อมสภาพของชิ้นงานเป็นความเสียหาย แต่เป็นบันทึกเวลา ดังนั้นโจทย์ของทีมคือจะรักษาสมดุลยังไงระหว่างขั้นตอนการบูรณะพร้อมกับการเข้าใจว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่สาธารณะที่มีผู้คนใช้งานอยู่ตลอด

“ขณะเดียวกันหน้าที่ของผู้ดูแลโครงการไม่ใช่แค่การจัดสรรงบประมาณกับเวลาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความรู้ทางประวัติศาสตร์ศิลป์  เข้าใจเรื่องกระบวนการสร้างงานและกระบวนการซ่อมแซมงานประติมากรรม ซึ่งความยากคือผลงานแต่ละชิ้นมีอายุนานหลายปี ศิลปินบางท่านที่เป็นผู้สร้างผลงานบางท่านเสียชีวิตไปแล้ว เราจึงต้องทำการสืบค้นข้อมูลก่อนเริ่มการซ่อมแซม ซึ่งบางผลงานมีข้อมูลและภาพ บางผลงานขาดข้อมูล บางผลงานแทบไม่มีข้อมูลเลย จึงต้องใช้เวลาในการดำเนินการพอสมควรเพื่อหาข้อมูลเชิงประจักษ์ เช่น กรณีที่ไม่สามารถทราบสีดั้งเดิมของผลงาน ก็ต้องวิเคราะห์จากงานประติมากรรมของศิลปินท่านนั้นในปีสร้างที่ใกล้เคียงกัน, สืบค้นว่าผลงานของศิลปินท่านนั้นได้อิทธิพลจากแนวคิดแบบไหนในเทรนด์ศิลปะช่วงนั้น หรือสืบค้นจากคำบอกเล่าของบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จากลูกศิษย์ของศิลปินท่านนั้น และสืบค้นจากหอสมุดศิลปากร”

ขณะเดียวกันพิมพ์นารายังเสริมว่า การซ่อมแซมผลงานเหล่านี้เปรียบเสมือนการประกาศว่า ศิลปะไม่ใช่สิ่งตกแต่งเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโครงสร้างทางวัฒนธรรมที่ควรได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบระเบียบ ความหมายและคุณค่าเช่นเดียวกันกับที่มีการซ่อมอาคาร สถาปัตยกรรม หรือพื้นที่สาธารณะที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์วัฒนธรรมบ้านเรา

และในวงการศิลปะโครงการนี้ยังเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ‘การอนุรักษ์’ ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเรามักให้คุณค่าความสำคัญของการสร้างผลงาน จนหลงลืมไปถึงกระบวนการดูผลงานศิลปะในระยะยาว เธอจึงเชื่อว่าการที่โครงการนี้เกิดขึ้นและดำเนินต่อจะช่วยยกระดับมาตรฐานวงการศิลปะไทย รวมไปถึงสร้างตัวอย่างของการดูแลรักษาผลงานประติมากรรมกลางแจ้งในอนาคต

“เราไม่ได้ซ่อมแค่งานประติมากรรม แต่เรากำลังซ่อมความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและสังคม” เธอบอกกับผมแบบนั้น 

4.

พิมพ์นาราเล่าให้ฟังต่อว่า ปัจจุบันผลงานประติมากรรมในอุทยานเบญจสิริผ่านกระบวนการซ่อมแซมผลงานไปแล้วทั้งสิ้น 9 ชิ้น เหลืออีก 11 ชิ้นที่รอเข้าสู่กระบวนการในเฟสที่ 2  และอีก 1 ชิ้นที่ต้องรื้อถอนเนื่องจากโครงสร้างภายในของตัวผลงานชำรุดทรุดโทรมจนไม่สามารถฟื้นฟูได้อีก

เธอยกตัวอย่างผลงาน ‘หรรษา’ ของศิลปิน ‘มีเซียม ยิบอินซอย’ ที่เป็นประติมากรรมหญิงสาวเต้นบัลเลต์ที่ติดตั้งอยู่ตรงหน้าทางเข้าอุทยานเบญจสิริ ซึ่งความยากคือการนำผลงานออกมาซ่อมแซม เนื่องจากกระบวนการเกิดขึ้นโดยที่ไม่ได้มีการขอปิดสวน นั่นทำให้ระหว่างดำเนินการมีผู้คนพลุกพล่านไปมาอยู่ตลอดเวลา กอปรกับตัวผลงานเดิมถูกติดตั้งอยู่กลางบ่อน้ำ ทีมช่างซ่อมจึงใช้วิธีการผูกตัวเองติดกับรถเครนเพื่อโรยตัวบรรจงรื้อถอนตัวผลงานออกมา

“เมื่อนำผลงานออกมาจากบ่อน้ำได้สำเร็จ เราพบว่าถึงตัวผลงานภายนอกจะยังสมบูรณ์เห็นเพียงแค่คราบรอยน้ำเนื่องจากทำด้วยวัสดุบรอนซ์ แต่เมื่อใช้กล้องส่องเข้าไปด้านในตัวผลงานพบว่าด้านในกลวงเกือบหมดเพราะถูกความชื้นเซาะ วิธีซ่อมของเราคือการหยอดเติมเนื้อโลหะเข้าไปด้านใน”

พิมพ์นารายกอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างที่ท้าทาย นั่นคือ ‘รำมะนา’ ประติมากรรมโดยฝีมือ‘ชิต เหรียญประชา’ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป (ประติมากรรม) มีลักษณะเป็นชายนั่งขัดสมาธิบรรเลงกลองรำมะนา โดยผลงานชิ้นนี้อิงจากผลงานรำมะนาดั้งเดิมของชิต เหรียญประชา ที่เป็นผลงานแกะสลักจากไม้มะฮอกกานี ซึ่งต้นแบบอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ แต่ที่สวนนั้นทำจากวัสดุทองเหลือง

“รำมะนาเป็นงานประติมากรรมกลางแจ้งที่ชิ้นไม่ได้ใหญ่มาก แต่เป็นงานที่สภาพทรุดโทรมมากที่สุด เนื่องจากช่างที่ทำไม่ได้เอาหิน ปูน และทรายที่อยู่ด้านในผลงานออก เพราะความเชื่อของช่างในสมัยก่อนเชื่อว่า ประติมากกรรมยิ่งมีน้ำหนักยิ่งมีพลัง แต่ในทางวิทยาศาสตร์การที่มีปูนและทรายอยู่ในชิ้นงานมันทำให้เกิดทั้งความชื้น ผลึกเกลือ และคราบสนิม”

“สำหรับวิธีซ่อมแซมของเราคือสกัดชิ้นงานออกจากฐาน เพื่อสกัดพื้นผิวชิ้นงาน และผ่าเอาหิน ปูน ทราย ออกจากตัวชิ้นงาน เพื่อให้ตัวชิ้นงานสามารถหดขยายและคลายตัวได้ตามวัสดุทองเหลืองอย่างเป็นธรรมชาติ

“อย่างผลงาน‘เติบโต’ (สร้างโดยศิลปิน ศาสตราเมธีนนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน) ที่ตัวผลงานมีส่วนประกอบของวัสดุทองคำเปลว ก็ต้องซ่อมเฉพาะในช่วงเวลากลางวัน พอถ้าทำตอนกลางคืนแสงไฟส่องสว่างไม่พอจะทำให้ช่างไม่เห็นถึงความสม่ำเสมอของรอยต่อทองคำเปลว 

“หรืออย่างผลงาน ‘รูปเหรียญที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ’ (สร้างโดยศิลปิน ศาสตราเมธีนนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน) ก็ต้องวางแผนการซ่อมแซมใหม่ทั้งหมด เพราะเดิมทีเราเข้าใจว่าตัวชิ้นงานทำจากวัสดุไฟเบอร์กลาสซึ่งมีความเปราะบาง แต่พอลงมือทำจริงพบว่าทำจากวัสดุทองเหลือง นั่นทำให้ทุกๆ ผลงานต้องใช้ความปราณีต และการวางแผนที่แตกต่างกันไป”

นอกจากนี้พิมพ์นารายังอธิบายว่า ภายหลังการซ่อมแซมชิ้นงานยังต้องมีการวางแผนหาสถานที่ติดตั้งใหม่ เพื่อให้ชิ้นงานสามารถคงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งในแง่ของสภาพอากาศ และบริบทของผู้ที่เข้ามาใช้สวน กล่าวก็คือผลงานจะต้องคงอยู่ได้อย่างยาวนาน ควบคู่กับการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงผลงานประติมากรรมเหล่านี้ได้อย่างใกล้ชิด

5.

“เรารู้สึกดีใจทุกครั้งที่ได้เห็นชิ้นงานซ่อมแซมเสร็จ มันเหมือนกับเราได้ช่วยให้ผลงานกลับมามีชีวิต โดยที่เราไม่ได้ลบร่องรอยประวัติศาสตร์ สังเกตได้บางชิ้นงานยังคงมีรอยนิ้วมือการปั้นของศิลปินบนเนื้อผิว” พิมพ์นารากล่าวด้วยรอยยิ้ม

เธอยังหวังอีกว่า ในอนาคตองค์ความรู้เรื่องของการซ่อมแซมและอนุรักษ์ชิ้นงานจะขยายขอบเขตจากเมืองหลวง ไปสู่ต่างจังหวัด เพื่อให้ผู้คนใกล้ชิดกับงานศิลปะมากขึ้นกว่าเดิม

“สิ่งที่เราจำได้ตอนไปอุทยานเบญจสิริครั้งแรก คือมีคนเข้ามาถามว่างานประติมากรรมตรงหน้าเราคืออะไร พอเราเล่าเรื่องราวให้เขาฟังนั่นทำให้คนคนนั้นสนใจมากขึ้น และครั้งต่อมาเรายังเห็นเขากลับมาเยี่ยมชมผลงาน ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับโลกของศิลปะ ซึ่งเราอยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับทุกๆ ที่ในบ้านเรา ไม่ใช่แค่ในอาร์ทแกลเลอรี หรือแค่สวนใดสวนหนึ่งในกรุงเทพฯ

“ซึ่งโปรเจกต์นี้เป็นอีกความตั้งใจของหอศิลปกรุงเทพฯ, กทม. และภาคเอกชนที่มีส่วนเข้ามาสนับสนุน ที่อยากผลักดันโลกของศิลปะให้กว้างขึ้นกว่าเดิม ให้ศิลปะส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องของประชาชนทุกคน นอกเหนือไปงานคนทำงานที่อยู่ในวงการศิลปะเป็นทุนเดิม

“หวังว่าผู้ที่เข้ามาชมผลงานประติมากรรมในอุทยานเบญจสิริจะได้ผ่อนคลาย ได้อิ่มเอมกับสุนทรียศาสตร์ และเมื่อเกิดการตั้งคำถามต่อผลงานศิลปะชิ้นนั้น ก็จะเกิดการกลับไปสืบค้นหาข้อมูล และเกิดมุมมองที่ถึงคุณค่าของผลงานชิ้นนั้นอย่างแท้จริง (ยิ้ม)” เพื่อนบ้านของเราทิ้งท้าย

แม้ภารกิจปรับปรุงซ่อมประติมากรรมในอุทยานเบญจสิริจะยังไม่เสร็จสิ้น แต่นี่เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่ดีในการขยายขอบเขตโลกของศิลปะ และแสดงให้เห็นว่าศาสตร์แห่งโลกศิลปะนั้นมีคุณค่า ตราบที่ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปสักเท่าใดก็จะยังคงอยู่สมกับคำกล่าวที่ว่า “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น”

Image Gallery