Main Exhibition

LOCAL MYTHS #2: ดินแดนในรอยต่อ


บริหารงานโดย หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครและกรุงเทพมหานคร
องค์กรผู้สนับสนุนหลัก: บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
สื่อผู้สนับสนุน: ONCE และ KiNdconnext
คัดสรรและจัดการโครงการโดย ฝ่ายนิทรรศการ หอศิลปกรุงเทพฯ
ภัณฑารักษ์ที่ปรึกษา: เพ็ญวดี นพเกตุ มานนท์


ศิลปิน
ชลิต สภาภักดิ์ ปรีชา รักซ้อน และวัชรนนท์ สินวราวัฒน์
ณัฐปคัลภ์ เข็มขาว
ธ.ดา.แล๊ป
ธนนันท์ ใจสว่าง
บ้านนอก ความร่วมมือทางศิลปวัฒนธรรม
ฟาร์มจดจำอาร์ตสเปซ
สุดาภรณ์ เตจา
ไส้ติ่ง : โซไซตี้
อุบัติสัตย์ x ช่างทอผ้าศรีดอนชัย

LOCAL MYTHS #2: ดินแดนในรอยต่อ
ส่วนหนึ่งของโครงการขยายขอบเขตเครือข่ายศิลปะร่วมสมัยระดับท้องถิ่นสู่สากล

ในโลกท่ามกลางวิกฤตที่ยังคงสั่นไหวจากแรงกระเพื่อมของเศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม “รอยต่อ” กลายเป็นสภาวะปกติใหม่ของการดำรงอยู่ พื้นที่ที่เคยถูกมองว่าเป็นชายขอบ กลับเผยให้เห็นบทบาทสำคัญในฐานะจุดปะทะของอำนาจ การต่อรอง และการปรับตัวของชีวิต

“ดินแดนในรอยต่อ” (Shifting Terrains) จึงมิได้หมายถึงเพียงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ หากคือพื้นที่ของความไม่แน่นอน ที่ซึ่งพรมแดนระหว่างธรรมชาติและมนุษย์ ระหว่างท้องถิ่นและโลกาภิวัตน์ ระหว่างอดีตและอนาคต กำลังถูกเขียนทับใหม่อย่างต่อเนื่อง

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในฐานะองค์กรศิลปะร่วมสมัยที่มีบทบาทเชื่อมโยงระดับนโยบาย มิได้จำกัดบทบาทเพียงการจัดนิทรรศการในเมืองหลวงเท่านั้น หากยังขยายภารกิจสู่การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ศิลปะในระดับภูมิภาค โดยมุ่งหวังให้ศิลปินจากทุกภาคส่วนของประเทศสามารถเติบโตอย่างเท่าเทียมในระบบนิเวศทางศิลปะ การเปิดพื้นที่ให้ศิลปินท้องถิ่นได้แสดงออกอย่างเต็มศักยภาพ การสร้างเครือข่ายกับภาคประชาชน รัฐ และสถาบันการศึกษา ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจระยะยาวของหอศิลปกรุงเทพฯ

โครงการ Local Networking Project จึงถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2568 ด้วยเป้าหมายสำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินจากภูมิภาคต่างๆ ได้สำรวจและถ่ายทอดเรื่องเล่าของตนเองในรูปแบบของศิลปะร่วมสมัย โครงการนี้มีลักษณะเป็นการทำงานภาคสนามแบบหมุนเวียนไปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยศิลปินจะได้ลงพื้นที่เพื่อสืบค้นตำนานท้องถิ่น เรื่องเล่าปากเปล่า ประวัติศาสตร์ที่มิได้ถูกจารึกในกระแสหลัก รวมถึงวิถีชีวิตร่วมสมัยของชุมชน แล้วนำข้อมูลที่ได้มาสร้างเป็นผลงานที่มีมิติของเวลา ความทรงจำ และความหมายเฉพาะถิ่น

ภายหลังการสำรวจ “ความงามตามพื้นเพ” ในโครงการ Local Myths ครั้งที่ 1 ซึ่งมุ่งทำความเข้าใจรากฐานของความงามที่ก่อกำเนิดจากภูมิสังคมท้องถิ่น โครงการในครั้งที่ 2 ได้ขยับกรอบความคิดจาก “การหยั่งราก” ไปสู่ “การเคลื่อนตัว” จากสิ่งที่เคยมั่นคง สู่สภาวะที่กำลังแปรเปลี่ยน แตกตัว และทับซ้อนกันอย่างซับซ้อน

นิทรรศการครั้งนี้รวบรวมผลงานของศิลปิน 9 ชุด ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเครื่องมือในการอ่านภูมิทัศน์ร่วมสมัย ผ่านเรื่องเล่าที่แทรกซึมอยู่ในผืนดิน สายน้ำ ร่างกาย และความทรงจำของผู้คน

จากเรื่องราวของหมู่บ้านที่ครั้งหนึ่งเคยมีช้างนับสิบเชือก แต่ต้องยุติวิถีการเลี้ยงเมื่อผืนป่าถูกนิยามใหม่โดยนโยบายรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สัตว์ และอาณาเขตของการอนุรักษ์ ที่มิได้ตั้งอยู่บนฐานของชุมชนเสมอไป

ในอีกพื้นที่หนึ่ง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างอ่างเก็บน้ำได้เปลี่ยนระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างสิ้นเชิง ทำให้วงจรชีวิตของสัตว์น้ำ นกอพยพ และวิถีปศุสัตว์ดั้งเดิมต้องหยุดชะงัก รอยต่อระหว่าง “การพัฒนา” และ “การสูญเสีย” จึงปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด

ขณะเดียวกัน ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่ ได้เผยให้เห็นภูมิทัศน์ของอำนาจที่มิได้หยุดอยู่เพียงเส้นแบ่งประเทศ สารหนู ตะกั่ว และปรอทที่ปนเปื้อนในแม่น้ำ มิได้เป็นเพียงสารเคมี หากคือร่องรอยของระบบเศรษฐกิจโลกที่แทรกซึมเข้าสู่ห่วงโซ่ชีวิตอย่างเงียบงัน สร้าง “ระเบิดไร้เสียง” ที่ทำงานผ่านกาลเวลา

แม่น้ำโขงและแม่น้ำกกในฐานะเส้นเลือดหลักของภูมิภาค กลายเป็นพื้นที่ของการทับซ้อนระหว่างภูมิรัฐศาสตร์ ระบบนิเวศ และการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องเผชิญกับการโยกย้ายถิ่นฐาน การสูญเสียที่ดิน และการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในภาคกลางของประเทศ พื้นที่เกษตรกรรมซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ กำลังถูกปรับเปลี่ยนด้วยกลไกของอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และตลาดโลก การผลิตข้าวไม่ได้ขึ้นอยู่กับฤดูกาลเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เชื่อมโยงกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน การไหลเวียนของแรงงาน และนโยบายจากส่วนกลาง

ขณะเดียวกัน ภูมิทัศน์ของเมืองที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องเผยให้เห็นร่องรอยของการเปลี่ยนผ่าน พื้นที่เกษตรที่ถูกทิ้งร้าง โรงงานที่ปิดตัว แอ่งน้ำจากการขุดดินที่กลับกลายเป็นแหล่งทรัพยากรใหม่ น้ำในฐานะโครงสร้างพื้นฐานมิได้เป็นเพียงทรัพยากร แต่เป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน สิ่งมีชีวิต และเศรษฐกิจในระดับจุลภาค

ในระดับของร่างกายและวัฒนธรรม ผลงานที่สำรวจชีวิตของผู้หญิงล้านนาเผยให้เห็น “รอยต่อ” ของอัตลักษณ์ ผ่านเส้นผมที่ทำหน้าที่เป็นทั้งสัญญะของการต่อต้าน การยอมรับ และการสืบทอดความทรงจำ การถักเปียกลายเป็นภาษาของความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น ที่ค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับเสียงของภาษาและวัฒนธรรม

และในชั้นของการทบทวนความทรงจำเชิงสถาบัน ผลงานชุดคลังข้อมูลได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมสำรวจประวัติศาสตร์การทำงานของการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมกับชุมชนในหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เอกสาร ภาพถ่าย บันทึกเสียง และเศษเสี้ยวของกิจกรรมที่ผ่านมา มิได้ทำหน้าที่เพียงเก็บรักษาอดีต หากยังเผยให้เห็นกระบวนการของการก่อรูปความรู้ทางเลือก ที่เติบโตนอกศูนย์กลาง
เมื่อพิจารณาร่วมกัน ผลงานทั้งหมดมิได้เพียงบันทึกการเปลี่ยนแปลง หากยังตั้งคำถามถึงเงื่อนไขที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้น

“ดินแดนในรอยต่อ” จึงเป็นทั้งพื้นที่ของวิกฤตและความเป็นไปได้ เป็นพื้นที่ที่เปิดเผยความเปราะบางของระบบต่างๆ ขณะเดียวกันก็เผยให้เห็นศักยภาพของการปรับตัว การต่อต้าน และการสร้างความหมายใหม่ หาก “ความงามตามพื้นเพ” ในครั้งก่อนคือการมองเห็นคุณค่าที่หยั่งรากอยู่ในท้องถิ่น “ดินแดนในรอยต่อ” คือการตระหนักว่า รากเหล่านั้นมิได้หยุดนิ่ง หากกำลังเคลื่อนตัว แตกแขนง และต่อรองกับแรงกระทำจากภายนอกอยู่ตลอดเวลา

ในท้ายที่สุด นิทรรศการนี้มิได้เสนอคำตอบที่ชัดเจน หากเชื้อเชิญให้ผู้ชมตั้งคำถามต่อภูมิทัศน์ที่ตนเองดำรงอยู่ ว่าเรากำลังยืนอยู่ ณ รอยต่อใด และเราจะเลือกเคลื่อนไปในทิศทางใดภายใต้โลกที่ไม่เคยหยุดเปลี่ยนแปลงนี้

Image Gallery