Art and Neighboring Project
BACC Volunteer Docent โครงการที่มากกว่าการสร้างคนนำชม แต่คือ ‘เพื่อน’ ของคนรักงานศิลปะ
Art and Neighboring Project จัดทำโดย ฝ่ายสื่อสารประชาสัมพันธ์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
นักเขียน: กิตตินันท์ วัฒนธิติกุล
1.
ว่าด้วยเรื่องของ ‘ศิลปะ’ ย่อมปราศจากการตั้งกำหนดกฎเกณฑ์ว่าอะไรถูกอะไรผิด ความเข้าใจ ความลึกซึ้ง และความอิ่มเอมไปกับตัวชิ้นงานล้วนเป็นเรื่องของ ‘ปัจเจก’ ส่วนบุคคล
อย่างที่รู้กันว่าทุกวันนี้พื้นที่ทางศิลปะเปิดกว้างอ้าแขนต้อนรับคนทุกกลุ่ม นักเรียน นักศึกษา คนทำงาน คนสูงอายุ ตลอดจนกลุ่มครอบครัว ทุกคนล้วนชุบชูใจไปกับงานศิลป์เป็นกลุ่มก้อนพร้อมกันได้ไม่ยาก ทว่าสิ่งที่ยากกว่า นั่นคือ ‘ก้าวแรก’ ในการนำตัวเองเข้าไปในพื้นที่ศิลปะที่บางคนยังมองเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป
ซึ่งพื้นที่ศิลปะอย่างหอศิลปกรุงเทพฯ มีคนกลุ่มหนึ่งที่มีหน้าที่ช่วยทำให้เข้าถึงศิลปะได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เราเรียกคนกลุ่มนั้นว่า ‘เจ้าหน้าที่นำชม’ ว่าง่ายๆ ก็คือเจ้าหน้าที่ที่คอยให้ความรู้และความเข้าใจแก่ผู้ที่เข้ามารับชมผลงานภายในนิทรรศการนั่นเอง
ความน่าสนใจคือ เจ้าหน้าที่นำชมมีทั้งเจ้าหน้าที่ประจำที่ใครเคยเข้ามาในหอศิลปกรุงเทพฯ น่าจะพอคุ้นหน้าค่าตา และอีกจำนวนหนึ่งคือ ‘อาสาสมัคร’ ที่ผ่านการอบรมจากโครงการที่มีชื่อว่า ‘BACC Volunteer Docent Training’ หรือ โครงการอบรมอาสาสมัครนำชมหอศิลปกรุงเทพฯ
คอลัมน์ Art and Neighboring ตอนนี้ถือโอกาสพาไปทำความรู้จักกับหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของหอศิลปกรุงเทพฯ อย่างทีมนำชมว่าพวกเขาทำงานกันอย่างไร รวมไปถึงมุมมองจากตัวแทนอาสาสมัครนำชม ผู้เคยผ่าน BACC Volunteer Docent Training Program มาก่อน
2.
“ที่ BACC เราเรียกเจ้าหน้าที่นำชมว่า ‘Docent’ แต่สำหรับพิพิธภัณฑ์หรืออาร์ทแกลเลอรีอื่นจะเรียกว่า Exhibition Guide, Tour Guide แต่เนื้อหาของหน้าที่แทบจะไม่ต่างกันมากนัก คือเรามีหน้าที่บรรยายและให้ข้อมูลของผลงานศิลปะที่จัดแสดง ตลอดจนแนวคิดนิทรรศการแก่ผู้ชม
“สิ่งที่พิเศษของเจ้าหน้าที่นำชมของ BACC คือเราพยายามสร้างบรรยากาศที่เรียกว่า Be Your Art Friends ความหมายคือเราจะเป็น ‘เพื่อนที่จะพาคุณไปทำความรู้จักและเข้าใจงานศิลปะอย่างเป็นกันเอง’” คุณปกป้อง-กฤตภาส นิธิสิริปกรณ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่นำชมและดูแลนิทรรศการ อธิบายให้ผมฟังถึงหน้าที่ของตำแหน่งเจ้าหน้าที่นำชม

คุณปกป้อง-กฤตภาส นิธิสิริปกรณ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่นำชมและดูแลนิทรรศการ
กฤตภาสเล่าว่า เขาทำตำแหน่งเจ้าหน้าที่นำชมให้กับหอศิลปกรุงเทพฯ เข้าสู่ปีที่ 7 นับตั้งแต่สมัยที่เรียนจบจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ สาขาทัศนศิลป์ (ทฤษฎีศิลป์) มหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยความตั้งใจที่ว่าจะนำวิชาความรู้จากการเรียนมาแบ่งปันให้ผู้ชมเข้าใจในศิลปะ Contemporary Art ซึ่งยังเป็นเรื่องใหม่ในตอนนั้นให้มากขึ้น
“เราอยากเป็นตัวกลางในการสื่อสารที่ทำให้ผู้คนเข้าใจในงานศิลปะร่วมสมัยมากขึ้น พอเวลาเขาเข้าใจในสิ่งที่เราอธิบาย เข้าใจในงานศิลปะ ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น รวมไปถึงเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่ไม่รู้จักศิลปะเลยหันมาสนใจศิลปะมากขึ้น

“ยกตัวอย่างเด็กนักเรียนที่เข้ามาทัศนศึกษาที่หอศิลปกรุงเทพฯ พอเราพาเขานำชมงานศิลปะ เมื่อเขากลับไปเขาอาจจะนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดการเรียนหรือการทำงานก็ได้ในอนาคต”
กฤตภาสกล่าวอย่างหนักแน่นถึงหลักสำคัญของการเป็นเจ้าหน้าที่นำชม นั่นคือการไม่ชิงลงมือตัดสินคนที่เข้ามาชมงานทันทีว่าเป็นคนแบบไหน
“เราไม่มีทางรู้ได้ว่าคนที่เข้ามามีพื้นฐานความรู้ด้านศิลปะไหม มีมุมมองต่อสังคม ต่อโลกใบนี้ยังไง สิ่งที่เขาสื่อสารกับเราล้วนเป็นความจริงในมุมของเขา เราในฐานะสื่อกลาง เราไม่สามารถตัดสินเขาได้ว่าสิ่งที่เขาคิดถูกหรือผิด
“ในการอธิบายชิ้นงานหนึ่งชิ้นเลยมีวิธีการเล่าเรื่องที่ไม่เหมือนกัน สมมติงานชิ้นนี้ต้องเล่าให้คนฟังที่เป็นเด็ก เราสามารถเล่าให้เขาฟังได้ทันที แต่ถ้าเป็นผู้สูงอายุเราอาจจะต้องหยุดฟังเขาพูด ฟังเขาแชร์ประสบการณ์ในมุมของเขาก่อน
“ฉะนั้น เวลาเราทำหน้าที่นำชมเล่าเรื่องชิ้นงาน เราจะไม่ชี้นำหรือตีกรอบผู้ชมว่าต้องตอบแบบนี้ ต้องมองแบบนี้ถึงจะถูก สิ่งที่เราทำคือเปิดกว้างทางความคิดให้กับเขา การที่คุณมีประสบการณ์ส่วนตัวแบบนี้ คุณอาจจะตีความศิลปะไปได้หลากหลาย ซึ่งการทำแบบนี้มันอาจจุดประกายความคิดบางอย่างให้กับเขาได้”
3.
ในความทรงจำของกฤตภาส ภาพภายในหอศิลปกรุงเทพฯ เมื่อ 7-10 ปีก่อนยังมีจำนวนผู้ชมไม่หนาแน่นเท่าทุกวันนี้ ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาล้วนแล้วแต่เป็นคนที่สนใจงานศิลปะจริงจัง บางคนมีพื้นฐานความรู้ Contemporary Art เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน เรื่องความสนใจในงานศิลปะเปิดกว้างมากขึ้นหลายเท่าตัว มีกลุ่มผู้ชมตั้งแต่เด็กเล็ก วัยเรียน วัยทำงาน ผู้สูงอายุ กลุ่มครอบครัว ฯลฯ เป็นความหลากหลายที่น่ายินดี นี่จึงเป็นที่มาที่ในปี 2569 หอศิลปกรุงเทพฯ มีการจัด BACC Volunteer Docent Training Program ซึ่งเป็นโครงการภายใต้การดำเนินงานของฝ่ายการศึกษา หอศิลปกรุงเทพฯ ที่มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566
กฤตภาสอธิบายว่า การพัฒนาโครงการอาสาสมัครนำชมครั้งนี้ เกิดจากการร่วมมือกันของฝ่ายการศึกษา ทีมนำชม ตลอดจนคนทำงานแทบทุกฝ่ายในหอศิลปกรุงเทพฯ เพื่อสร้าง ‘เพื่อนนำชม’ ที่สามารถขยายขอบเขตความเข้าใจในงานศิลปะไปยังกลุ่มผู้ชมที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฝ่ายการศึกษา หอศิลปกรุงเทพฯ
(ซ้าย)คุณแนน-ลักษมณ กมลปลื้ม เจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษา (กลาง)คุณบิว-วรฉัตร วาทะพุกกณะ ภัณฑารักษ์การศึกษา
(ขวา)คุณบิ้ก-ณรงค์ศักดิ์ นิลเขต หัวหน้าฝ่ายการศึกษา
“ที่ผ่านมาโครงการอาสาสมัครนำชม ถูกขับเคลื่อนโดยฝ่ายการศึกษา หอศิลปกรุงเทพฯ เป็นหลัก จนในปี 2569 ภายใต้การดูแลของคุณบิ้ก-ณรงค์ศักดิ์ นิลเขต หัวหน้าฝ่ายการศึกษา ได้มีการพัฒนา ปรับรูปแบบโครงการใหม่ให้เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม คือ ใช้บุคลากรที่ทำงานภายในหอศิลปกรุงเทพฯ เป็นผู้ดำเนินโครงการทั้งหมด 100% ในการบรรยายและเวิร์กชอป จึงทำให้เข้าใจกลุ่มผู้ชมของหอศิลปกรุงเทพฯ จริงๆ แม้แต่เคสที่หยิบยกมาเป็นตัวอย่างในการเวิร์กชอปก็เป็นเคสที่เกิดขึ้นจริงๆ ในการทำงานนำชม”



กฤตภาสอธิบายต่อว่า โปรแกรมการอบรมของ BACC Volunteer Docent Training Program ใช้เวลาทั้งหมด 2 วัน ในการวางรากฐานความเข้าใจ เรียนรู้เทคนิค และทดลองปฏิบัติ
สิ่งแรกที่อาสานำชมจะต้องเจอในโปรแกรมวันแรก คือการทำความเข้าใจถึงความสำคัญของหน้าที่ตนเองที่มีต่ออุตสาหกรรมศิลปะ
ต่อมาคือเรื่องของการ ‘สื่อสาร’ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในหน้าที่ของพวกเขา ที่ต้องเข้าใจถึงการพูด การใช้บุคลิกภาพและท่าทางให้เหมาะสมแก่การปฏิบัติงาน ไปจนถึงการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายที่ต้องเจอตรงหน้า ซึ่งมีความหลากหลายของช่วงวัยและความสนใจ


ส่วนในวันอบรมวันที่ 2 จะเป็นเซสชั่น ‘มินิเวิร์กชอป’ ที่อาสาสมัครได้จับกลุ่มร่วมกันออกแบบแผนการนำชม และทดลองการนำชมเสมือนจริง โดยในองค์ประกอบของโจทย์การออกแบบประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ 1.ชิ้นงานศิลปะที่ต้องนำชม และ 2.กลุ่มผู้ชมที่จะต้องพานำชมงานศิลปะชิ้นนั้น
“ในมินิเวิร์กชอป เราได้แบ่งอาสาสมัครนำชมออกเป็น 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะได้โจทย์ไปทั้งหมด 3 โจทย์ โจทย์แรกคือต้องคิดแผนนำชมสำหรับเด็กเล็กอายุ 5 ขวบขึ้นไป, โจทย์ที่สองคือเด็กวัยมัธยมต้น-มัธยมปลาย และโจทย์สุดท้ายคือวัยผู้ใหญ่-ผู้เชี่ยวชาญ ระหว่างการเวิร์กชอป อาสาสมัครนำชมจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและดีไซน์การนำชม



“แผนงานนำชมที่ได้ร่วมกันดีไซน์จะไม่มีกรอบจำกัดตายตัว เพราะต้องไม่ลืมว่าในการทำงานจริง ต่อให้คุณเจอโจทย์ที่เป็นเด็ก 5 ขวบ แต่เด็ก 5 ขวบที่คุณเจอแต่ละรอบมีคาแรกเตอร์ที่ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นวิธีการรับมือยังไงก็ย่อมแตกต่างกัน
“เมื่อผ่านการอบรมทั้ง 2 วัน เราถึงจะเปิดโอกาสให้อาสาสมัครนำชม ได้ลงมือทำงานจริง อย่างในปีนี้การทำงานจะอยู่ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 22 กรกฎาคม 2569 โดยอาสาสมัครนำชมสามารถเลือกช่วงเวลาปฏิบัติงานได้” กฤตภาสอธิบาย

4.
ความน่าสนใจคือกลุ่มคนที่เข้ามาทำงานเป็นอาสาสมัครนำชมนั้น มีความหลากหลายทั้ง ‘อายุ’ และ ‘สถานะอาชีพ’
ด้วยความที่โครงการเปิดกว้างรับสมัครอาสาตั้งแต่อายุ 15 ปีเป็นต้นไป ทำให้มีผู้สมัครตั้งแต่เด็กนักเรียนชั้นมัธยมปลาย ไปจนถึงคนทำงานในสายงานอื่น กฤตภาสยกตัวอย่างว่า เคยมีอาสาสมัครนำชมที่มาจากอาชีพนักโบราณคดี ซึ่งอาสาสมัครนำชมคนนั้นได้นำพื้นฐานความรู้ด้านประวัติศาสตร์มาปรับใช้ในการนำชม บรรยายให้ผู้ชมฟังได้อย่างสนุกสนาน และเสริมข้อมูลเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยได้อย่างแนบเนียน


ระหว่างนี้กฤตภาสถือโอกาสชวน 2 อาสาสมัครที่เคยผ่านการทำงานเป็นอาสาสมัครในรุ่นก่อนหน้า และกำลังจะได้กลับมาร่วมงานอีกครั้งในปี 2569 ท่านแรกคือ คุณปู-ชลวิทย์ ทองเจริญชัยกิจ พี่ใหญ่อารมณ์ดีที่ผ่านการทำงานในฐานะผู้นำชมในองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ และ คุณโม-อนวัช ยศไทย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนวัดราชบพิธ ซึ่งทั้งสองเล่าให้ฟังถึงเหตุผลในการเข้าร่วมโครงการฯ ว่า เป็นเพราะต้องการชาเลนจ์ข้อจำกัดบางอย่าง ฝึกทักษะที่ไม่เคยมี และหาประสบการณ์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้

คุณปู-ชลวิทย์ ทองเจริญชัยกิจ

คุณโม-อนวัช ยศไทย
“เดิมทีตัวผมเองทำงานเป็นเจ้าหน้าที่นำชมอยู่ที่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ พอเห็นว่าทางหอศิลปกรุงเทพฯ มีการเปิดโครงการอาสาสมัครนำชมก็เกิดสนใจ เพราะส่วนตัวเป็นคนที่ชอบดูงานศิลปะ อาจจะดูรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่รู้ตัวว่ามีความสนใจในด้านนี้อยู่แล้ว ทางหอศิลปกรุงเทพฯ เองก็เปิดกว้างรับคนที่ไม่เคยมีพื้นฐานความรู้ทางศิลปะ เลยมองว่านี่เป็นโอกาสใหม่ที่ตัวเองจะได้ลองทำอะไรใหม่ๆ” ชลวิทย์เฉลยถึงเหตุผลที่ตัดสินใจในการสมัครเข้าร่วมโครงการ BACC Volunteer Docent Program
“ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 แล้วครับ ที่ได้มาเป็นอาสาสมัครของหอศิลปกรุงเทพฯ ผมสมัครมาเป็นอาสาที่นี่ตั้งแต่รุ่นแรกคือรุ่นปี 2023” อนวัชเริ่มแชร์เหตุผลในมุมของตัวเองบ้าง “ก่อนหน้านี้ผมเคยทำงานเป็นอาสาสมัครเกี่ยวกับแวดวงการศึกษามาก่อน แต่ที่เกี่ยวข้องกับศิลปะยังไม่เคย ภาพจำของผมที่มีต่อหอศิลปกรุงเทพฯ คือเห็นเพื่อนๆ มาเดินเล่น มาทำคอนเทนต์ เหตุผลที่ผมตัดสินใจสมัครเข้าโครงการเพราะอยากฝึก ‘ความกล้า’ เพิ่มทักษะการพูดมากขึ้น เพราะมีความฝันอยากทำอาชีพพิธีกรในอนาคต”
“แล้วพวกคุณได้อะไรกลับไป หรือปลดล็อกทักษะอะไรบ้างจากการเข้าร่วมโครงการฯ” ผู้เขียนถามต่อ


“ผมเข้าร่วมโครงการอบรมอาสาสมัครนำชม ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ถ้าพูดถึงครั้งแรกสุดที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ ตอนลงพื้นที่ทำงานจริงผมยังมีความกล้าๆ กลัวๆ อยู่บ้าง (หัวเราะ)” ชลวิทย์ตัดสินใจตอบก่อน “ผมจำได้ว่ามีนิทรรศการหนึ่งที่ชื่อว่า Womanifesto ซึ่งผมต้องทำหน้าที่เชิญชวนให้ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์กับผลงานตามเจตนารมณ์ของศิลปิน แต่ตอนนั้นเรายังไม่มีความมั่นใจ เลยเลือกสังเกตดูว่าเจ้าหน้าที่นำชมจริงๆ เขาทำงานกันยังไง
“ผมใช้เวลาเก็บข้อมูลวิธีการนำชมสักระยะ จนเริ่มจับทางวิธีการทำงานได้แล้ว ผมถึงเข้าใจว่าจริงๆ การที่เราจะเข้าหาผู้ชมไม่ได้มีแค่เรื่องของการมีข้อมูลในหัว สิ่งสำคัญคือการสังเกตบุคลิก สังเกตอากัปกริยา และท่าทางของผู้ชม ว่าเขาต้องการความช่วยเหลือหรือสงสัยอะไรอยู่
“ถ้าถามว่าผมได้ทักษะอะไรกลับไปบ้าง อย่างแรกคือการฝึกดีไซน์ storytelling เล่าเรื่องยังไงให้คนฟังจดจ่ออยู่กับเรา และอย่างที่สองคือการใช้น้ำเสียงและบุคลิกท่าทางของเรา ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าต่างบานแรกที่ผู้ชมจะตัดสินใจว่าจะเลือกอยู่กับเราไหม” ชลวิทย์ พี่ใหญ่แห่งทีมอาสาสมัครนำชมกล่าวด้วยรอยยิ้ม
อนวัช กล่าวเสริมถึงประสบการณ์การมาเป็นอาสาสมัครนำชมว่า นอกเหนือจากการฝึกทักษะการนำชม อีกส่วนหนึ่งที่ได้คือการปลูกฝัง mindset ที่ดีว่าผู้นำชมควรเป็นอย่างไร
“ผมว่าการเข้าร่วมโครงการฯ ครั้งนี้ ทำให้ผมมีความมั่นใจมากขึ้น ตอนแรกผมก็ตื่นเต้น แต่พอเห็นว่ามีคนรุ่นเดียวกันสมัครเข้าร่วมโครงการ วิทยากรที่มาอบรมก็ค่อนข้างมีความเป็นกันเอง อธิบายการทำงานให้เราเข้าใจง่าย สิ่งที่พี่ๆ เจ้าหน้าที่นำชมเน้นย้ำกับผมเสมอคือไม่ต้องกลัว หน้าที่ของเราไม่ใช่แค่การให้ข้อมูลอย่างเดียว เรามาที่นี่เพื่อเป็น ‘เพื่อนนำชม’ พอได้ทำงานจริงๆ ผมถึงนำแนวคิดที่ว่าไปใช้ คือเราไม่จำเป็นต้องยัดเยียดตัวเอง ต้องบังคับให้ใครต้องฟัง แต่เราทำหน้าที่เป็นผู้สร้างบรรยากาศที่ดี ทำให้ผู้ชมรู้สึกสบายใจที่จะคุยกับเรา
“ใครที่เจอผมหรือเจอพี่อาสาสมัครนำชมท่านอื่นเวลามาหอศิลปกรุงเทพฯ หรือมาแล้วสงสัย อยากรู้ข้อมูลของงานศิลปะตรงหน้าสามารถแวะเข้ามาพูดคุยทักทายกันได้เลยครับ เราพร้อมจะเป็นเพื่อนนำชมของทุกคน” อนวัชกล่าวทิ้งท้าย
5.
จากมุมมองของผู้เข้าร่วมโครงการอาสาสมัครนำชมหอศิลปกรุงเทพฯ ทั้งสอง ที่เราพูดคุยกันไป นำมาซึ่งคำถามว่า ‘ความสำเร็จ’ ของโครงการนี้คืออะไร ซึ่งคำตอบที่ได้จากกฤตภาสคือเรื่องของการ ‘สร้างคน’ และ ‘เชื่อมโยง แลกเปลี่ยนความรู้’ ในโลกศิลปะ
“ถ้าความสำเร็จในทีนี้หมายถึงทุกคนที่เข้ามาร่วมโครงการจะได้ความรู้ในเรื่องศิลปะกลับไป เราก็มีคลาสอบรมที่ทำให้เขาคุ้นชินกับผลงานแต่ละประเภท และรู้เทคนิคที่จะเล่าเรื่องผลงานให้ผู้ชมฟัง ตรงนี้เหมือนเป็นการติดอาวุธให้เขาได้เล่าเรื่องงานศิลปะให้คนอื่นฟัง แล้วสิ่งที่เขาเล่าต่อสามารถทำให้คนอื่นเข้าใจ เท่านี้ก็ถือว่าสิ่งที่เราทำมันสำเร็จแล้วนะ
“อีกเรื่องคือการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนความรู้ อย่างพี่ปู (ชลวิทย์) เขาก็เป็นเจ้าหน้าที่นำชมขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ทางเราก็มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำงาน และประสบการณ์การทำงานของพี่ปูที่มาจากต่างสายงานว่าเป็นยังไง ขณะเดียวกันเราก็แชร์ความรู้ที่เรามีกลับไปให้เขา ซึ่งตอนนี้พี่ปูก็กลายเป็นอาสาสมัครอาวุโสที่สามารถให้คำแนะนำแก่อาสาสมัครรุ่นต่อๆ ไปได้ หรือแม้แต่รุ่นเด็กอย่างน้องโม (อนวัช) ที่กำลังวางแผนอนาคตของตัวเองอยู่ก็ตาม สิ่งนี้มันเหมือนกับเราได้สร้าง ‘คน’ ที่มีคุณภาพให้กับวงการศิลปะ และปลูกฝังให้เขาเห็นคุณค่าศิลปะมากขึ้น”

“คุณอยากบอกอะไรถึงคนที่กำลังลังเลหรืออยากจะสมัครเป็นอาสาสมัครนำชมในรุ่นถัดไปบ้าง” ผู้เขียนถามกฤตภาสทิ้งท้าย
“อยากจะบอกว่ามาเลยครับ มาสมัครกันเยอะๆ (หัวเราะ) นี่เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ล้ำค่า ไม่บ่อยที่จะมีศูนย์ศิลปะที่เปิดโอกาสให้คนที่ไม่มีประสบการณ์แต่อยากสัมผัสการทำงานในอุตสาหกรรมศิลปะได้ทดลองทำงานจริง ถ้าคุณเข้ามาแล้วคุณจะรู้ว่าหอศิลปกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ของประชาชนที่เปิดโอกาสทางด้านความคิดมากๆ วันนี้คุณอาจจะยังไม่ชอบศิลปะ แต่ถ้าคุณเข้ามาคุณอาจจะค้นพบสิ่งที่ชอบที่อยู่ในนี้ คุณอาจจะชอบหนังสือ อาจจะชอบดนตรี หรือกิจกรรมเวิร์กชอปอื่นๆ อยากให้ลองเปิดใจ เข้ามากันก่อนครับ”


