Art and Neighboring Project

คุยถึง BACC ในความทรงจำจากมุมมองเพื่อนบ้านที่ชื่อ ‘นักรบ มูลมานัส’


Art and Neighboring Project จัดทำโดย ฝ่ายสื่อสารประชาสัมพันธ์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
นักเขียน: กิตตินันท์ วัฒนธิติกุล


1.

เมื่อกล่าวถึงชื่อของ ‘โต๊ด-นักรบ มูลมานัส’ คุณนึกถึงอะไร?

ศิลปินที่ได้รับการยอมรับจากการหยิบความเก่าและความใหม่มาเจอกัน ระหว่างเทคนิคแนวคอลลาจกับภาพประวัติศาสตร์ สังคม และวรรณคดี ที่ผลงานดังไกลไปถึงต่างแดน

ศิลปินไทยที่กล้าเดินตามความฝัน สมัครเข้าร่วมโครงการ Artist in Residency ไปใช้ชีวิตคนเดียวที่ฝรั่งเศสนับปี

ศิลปินที่เมื่อไหร่มีประเด็นเกี่ยวกับงานศิลปะ มักจะถูกเชิญไปตอบคำถามบนหน้าสื่ออยู่เสมอ

ศิลปินผู้เคยรับบท ‘ดาราช่อง’ บนช่องยูทูบของ FAROSE

แต่เหนือสิ่งอื่นใด นักรบคือศิลปินที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘เพื่อนบ้าน’ ที่สนิทกับหอศิลปกรุงเทพฯ มาเนิ่นนาน เรียกว่าตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเริ่มเส้นทางอาชีพ ‘ศิลปิน’ เสียด้วยซ้ำ

ห่างหายจากการพูดคุยกับเพื่อนบ้านที่เป็นศิลปินไปพักใหญ่ ว่าแล้วคอลัมน์ Art And Neighboring ถือโอกาสชวนนักรบกลับมาเยี่ยมเยียนที่บ้านของเรา ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ พร้อมชวนย้อนความหลังถึงอดีต และภาพจำที่มีต่อหอศิลปกรุงเทพฯ ที่ยังไม่เคยเล่าให้ใครที่ไหนฟังมาก่อน

2.

“มากี่ทีบรรยากาศก็เหมือนเดิมตลอดเลยเนอะ”

นักรบชวนเราเริ่มต้นบทสนทนาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พลางกวาดสายตาไปทั่วชั้น 5 ของหอศิลปกรุงเทพฯ ที่ตอนนี้คราคร่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา

ในความรู้สึกของผู้เขียน นักรบยังคงเป็นศิลปินคนเดิมที่เรารู้จัก คาแรกเตอร์ดูเป็นกันเอง  เข้าถึงง่าย ชวนคุยสนุก เฉกเช่นวันที่ยังเป็นศิลปินหน้าใหม่

“เรามีความทรงจำกับหอศิลปกรุงเทพฯ ก่อนที่จะกล้าเรียกตัวเองว่าศิลปินเสียอีก“ นักรบชวนเราย้อนความทรงจำ ”เราผูกพันกับ BACC ตั้งแต่ยังเรียนอยู่มัธยมปลาย ตอนนั้นเรายังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าศิลปะคืออะไร ภาพจำเริ่มแรกที่เรามีต่อศิลปะเกิดขึ้นในห้องเรียน จากการหัดวาดภาพ หัดระบายสี เหมือนเด็กทั่วไปที่เริ่มรู้จักศิลปะ 

“แต่พอเรามาที่นี่ทำให้เราสนใจเรื่องของ contemporary art การมาดูงานศิลปะบนชั้นนิทรรศการหลัก ชั้น 7, 8 และ 9 ที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนมากมายเป็นเหมือนการเปิดโลกว่า ศิลปะมันไม่ได้ตายตัว ดูแล้วอาจจะเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แต่มันทำให้เราเห็นอาณาบริเวณของคำว่าศิลปะที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ รู้จักศิลปะไทยและต่างประเทศที่มีฝีมือ กับที่จำได้คือ BACC ไม่ได้มีแค่นิทรรศการศิลปะ ที่นี่ยังมีการแสดงผลงานดีไซน์อื่นๆ 

“เรายกตัวอย่างจากความทรงจำ  เราจำได้ว่า เรามาดูผลงานของอาจารย์สุรสีห์ กุศลวงศ์ที่นี่ ซึ่งผลงานของอาจารย์ไม่ใช่ภาพวาดผืนผ้าใบ แต่เป็นผลงานที่เปิดโอกาสให้คนดูมีส่วนร่วม คือตัวงานจะนำเส้นด้ายมากองรวมไว้หลายตารางเมตร โดยมีการแปะป้ายบอกว่าในกองเศษด้ายนั้นมีสร้อยทองคำซ่อนอยู่ คนที่มาดูถ้าคุ้ยเจอก็จะสามารถเอากลับบ้านได้ ความน่าสนใจคือเราไม่รู้เลยว่าในกองเศษด้ายนั้นมีทองคำอยู่จริงหรือเปล่า แล้วถ้ามีจะเป็นสร้อยทองคำจริงไหม สิ่งนี้ทำให้คนดูได้ลองคิดตาม ทำให้เห็นว่าศิลปะเป็นเรื่องการตั้งคำถาม ชวนท้าทายความคิด ความเชื่อ เราเลยรู้สึกติดกับ ติดกับในทีนี้คือแง่ดีนะ แง่ดีที่ว่าคือครั้งต่อไปที่เรามา BACC เราจะเจอกับผลงานศิลปะหน้าตาแบบไหน”

การเปิดโลกในช่วงวัยนั้นนี่เอง ที่ทำให้นักรบก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีพศิลปินในเวลาต่อมา  จนสุดท้ายเส้นทางสายอาชีพได้บรรจบพาเขากลับมาเจอกับหอศิลปกรุงเทพฯ อีกครั้ง เพียงแปรสถานะจากผู้ชมเป็นผู้ร่วมงาน

3.

ถ้าสนามเด็กเล่นคือพื้นที่ที่เด็กจะได้หัดเดินเตาะแตะ ลองพลั้งพลาดหกล้ม เพื่อเกิดการเรียนรู้ หอศิลปกรุงเทพฯ ก็คงจะเป็นพื้นที่ที่อนุบาลศิลปินหน้าใหม่ ด้วยการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ปลดปล่อยผลงาน โดยไม่ต้องเกรงว่าความคิดสร้างสรรค์จะถูกหรือผิด ซึ่งนักรบเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ได้รับโอกาสตรงนั้น

“หลังเรียนจบเราทำงานหลากหลายอย่าง เป็นกราฟิกดีไซน์ เป็นนักวาดภาพประกอบ (Illustrator) ลึกๆ ในใจเรารู้ตัวแล้วว่าอยากจะทำอะไรบางอย่างให้เข้าใกล้กับคำว่าศิลปะร่วมสมัยมากขึ้น เราก็พยายามสะสมผลงานส่วนตัวมาเรื่อยๆ ติดอย่างเดียวคือเราไม่รู้จะนำผลงานไปเผยแพร่ได้ที่ไหน 

“จนกระทั่งเราเห็น BACC เปิดรับสมัครโครงการ People’s Gallery ซึ่งเป็นโครงการ open call ที่เปิดรับแสดงผลงานของศิลปินหน้าใหม่ เราเลยลองส่งผลงานไป ปรากฏว่าได้ถูกรับเลือก สิ่งนี้มันยิ่งใหญ่มากๆ สำหรับเราในตอนนั้นมากเลยนะ คิดดูการที่ผลงานของเราถูกนำไปจัดแสดงในที่ที่มีคนเข้ามาดูเต็มเยอะแยะ เต็มไปหมด มันเป็นเหมือนหมุดหมายสำคัญของคนคนหนึ่งที่ยังไม่กล้าแทนตัวเองว่าศิลปิน จะเป็นนักวาดภาพประกอบก็ยังพูดได้ไม่เต็มปาก มันช่วยเติมเต็มความมั่นใจเราได้จริงๆ ว่าเส้นทางที่เราเลือกมันใช่”

นอกจากโครงการ People’s Gallery ที่ว่า ยังมีอีกนิทรรศการที่นักรบได้ร่วมงานกับหอศิลปกรุงเทพฯ ซึ่งนิทรรศการดังกล่าวมีชื่อว่า Unseen Siam ใจความของนิทรรศการดังกล่าว คือการจัดแสดงผลงานเกี่ยวกับภาพถ่ายในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5  ความน่าสนใจคือวิสัยทัศน์ของ BACC ในตอนนั้น ต้องการให้มีผลงานศิลปะร่วมสมัยเข้ามาจัดแสดงเพื่อให้นิเวศของนิทรรศการมีความหลากหลาย ประจวบเหมาะกับนักรบเป็นศิลปินที่มีจุดเด่นในการหยิบยกเรื่องของประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม มาผสมผสานกับงานคอลลาจ ทำให้ตัวเขาได้รับเลือกให้เป็นศิลปินที่มีส่วนร่วมในโปรเจกต์นี้  

“ไม่ใช่แค่ความภูมิใจที่ได้รับเลือกนะ” นักรบกล่าวขยายความ “ขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้เรื่องของกระบวนการทำงานจากพี่ๆ บุคลากรที่นี่ เช่น พี่บิ๊ก (ณรงค์ศักดิ์ นิลเขต หัวหน้าฝ่ายการศึกษา หอศิลปกรุงเทพฯ คนปัจจุบัน) รู้ว่าการทำนิทรรศการต้องมีอะไรบ้าง สิ่งสำคัญคือการร่วมงานในนิทรรศการนี้ เสริมความมั่นใจให้เราว่าความสนใจในด้านวรรณกรรม ด้านประวัติศาสตร์ของเรา ไม่ได้แปลกแยกไปจากความเป็นศิลปะร่วมสมัย แต่สามารถสอดแทรกเป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอ ของการเล่าเรื่องได้

“ต้องบอกว่า BACC เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการเติบโตของเรา จะเรียกว่าช่วย shape รสนิยมในแบบที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่ผิด ซึ่งเราเชื่อว่ามีหลายคนที่มีประสบการณ์การรับรู้ตรงนี้ไม่ต่างจากเรา ในมุมมองของเราที่นี่มีความพิเศษจริงๆ นะ คือที่นี่พร้อมจะโอบรับคนทุกประเภท ทุกเพศ ทุกวัย ทุกชาติ และทุกภาษา ต่อให้คุณจะแตกต่างแค่ไหน ที่นี่ก็จะมีบางอย่างที่เข้ากับคุณได้เสมอ” 

4.

“ในฐานะเพื่อนบ้านคนหนึ่งที่ผูกพันกับหอศิลปกรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน  ในสายตาคุณเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของบ้านหลังนี้ไปในทิศทางไหน” ผู้เขียนถามนักรบด้วยความใคร่รู้ เฉกเช่นที่เคยถามศิลปินคนอื่นๆ ที่ผูกพันกับที่นี่

“เราเห็นการเดินทางของ BACC มาพอสมควร หลายๆ การขับเคลื่อนทางสังคมก็เกิดขึ้นที่นี่ ไม่ว่าจะสังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม หรือจะวัฒนธรรม ที่นี่เป็นเหมือนจุดกำเนิดแรงบันดาลใจอะไรหลายๆ อย่าง ผ่านการจัดแสดงผลงานทั้งของนักศึกษา ศิลปินหน้าใหม่ ไปจนถึงศิลปินระดับมาสเตอร์ ในฐานะคนทำงานสร้างสรรค์การได้มาเห็น ได้มาดูผลงานที่ทั้งถูกขัดเกลาและยังไม่ถูกขัดเกลา มันสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้ เป็นเหมือนการหย่อนเมล็ดพันธุ์ชุดใหม่ในตัวเรา ที่รอวันเติบโตเป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างผลงานใหม่

“ความน่าสนใจคือคุณเองก็เป็นหนึ่งในคนสร้าง ‘เมล็ดพันธุ์’ ที่ต่อยอดการเติบโตให้กับหอศิลปกรุงเทพฯ เหมือนกัน ทั้งจากการเป็นวิทยากร หรือผู้สนับสนุนผลงานในการระดมทุน สิ่งนี้คือความตั้งใจของคุณแต่แรกเลยไหม” ผู้เขียนถามนักรบต่อ

“เรามองว่าเป็นสิ่งที่เราพอจะทำอะไรให้กับที่นี่มากกว่า มันไม่ใช่แค่เราที่สามารถทำสิ่งนี้ได้ ยังมีอีกหลายภาคส่วนที่เข้ามาสนับสนุน ทั้งภาครัฐ ภาคสังคม หรือภาคการศึกษาเองก็ตาม การจะทำให้บ้านหลังนี้เติบโตอย่างแข็งแรงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมแรงร่วมใจกัน เพราะฉะนั้นสิ่งไหนที่พอจะทำได้ เราก็ยินดีที่จะทำด้วยความเต็มใจ มันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ระบบนิเวศศิลปะแข็งแรง (ยิ้ม) ” 

ถึงตรงนี้หลายคนน่าจะรู้ว่านักรบเคยมีโอกาสเข้าร่วม โครงการพำนักศิลปิน Artist in Residency ที่ประเทศฝรั่งเศสอยู่แรมปี ในฐานะผู้เคยมีประสบการณ์ไปเยือนถึงดินแดนที่ศิลปะเจริญงอกงาม น่าสนใจว่า ในสายตาของเขามองเห็นหอศิลปกรุงเทพฯ มีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน ในการก้าวไปถึงการเป็นเซ็นเตอร์ของอุตสาหกรรมศิลปะไทย เหมือนหลายๆ พิพิธภัณฑ์ที่เขาเห็นที่ฝรั่งเศส

“ถ้าเปรียบเทียบกับพิพิธภัณฑ์อาจจะไม่ตรงไปเสียทั้งหมด สิ่งที่ BACC กำลังเป็นอยู่เปรียบกับสถาบันศิลปะร่วมสมัยมากกว่า ซึ่งเรารู้สึกว่า คุณภาพในแง่ของการสร้างคน การสร้างผู้ชม การสร้างระบบนิเวศความเข้าใจในงานศิลปะ เรามีคุณภาพพอจะไปถึงในแบบเดียวกับที่ฝั่งโลกตะวันตกเป็น 

“เราเห็นความร่วมมือร่วมใจในการสร้างให้ BACC เป็นสถานที่ทางศิลปะที่พร้อมโอบรับทุกคน เพียงแต่ความตั้งใจตรงนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตรงนี้แล้วจบ ที่นี่มีอายุแค่ 18 ปี ยังมีอีกหลายพันธกิจที่ขับเคลื่อนไปแล้ว และมีอีกหลายพันธกิจที่รอวันขับเคลื่อน ขณะเดียวกันก็มีผลงานศิลปินระดับโลกที่สลับสับเปลี่ยนมาจัดแสดงตามวาระเทศกาลศิลปะต่างๆ ซึ่งเราหวังว่าในอนาคตสิ่งนี้จะยังคงอยู่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลัง”

5.

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกทึ่งในตัวนักรบอยู่เล็กๆ คือเขาเป็นคนที่มักจะดื่มด่ำกับความสุขในการใช้ชีวิต กลั่นกรองสิ่งต่างๆ รอบตัวจนตกผลึก และนำสิ่งที่ถูกกลั่นกรองนั้นนำมาเป็นไอเดียที่สดใหม่อยู่เสมอ นึกตามอาจจะดูเป็นเรื่องง่าย แต่เชื่อเถอะ ว่าถ้าไปถามคนที่อยู่ในวัยทำงานร้อยทั้งร้อยมักจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่าย

ในแง่หนึ่งอาจจะมองว่าเวลาที่ใช้ในการคิดไอเดียดูนานจนเสียดายเวลา แต่สำหรับศิลปินการได้รังสรรค์ผลงานทุกชิ้นไม่มีคำว่าเสียเวลา ซึ่งช่วงเวลาที่นักรบหายไปจากการสร้างผลงานใหม่ในช่วงเกือบหนึ่งปีนี้เอง กำลังนำมาซึ่งโปรเจกต์ใหม่กับหอศิลปกรุงเทพฯ ในปี 2570 

“เราดูเป็นคนทำงานช้านะ (หัวเราะ) ยอมรับว่าหลายๆ งานไม่ได้นิมิตขึ้นมาแล้วลงมือทำได้ทันที งานของเราส่วนใหญ่เกิดจากการวางสิ่งต่างๆ ที่เจอ เชื่อมโยงสิ่งนี้กับสิ่งนี้ ลองมาประกอบกันดูว่ามันเวิร์กไหม มันเลยใช้เวลาในการเก็บเกี่ยวองค์ประกอบค่อนข้างจะเยอะ ซึ่งเราเชื่อว่า ในอนาคตเราก็จะยังเป็นคนแบบนี้อยู่ 

“อย่างตอนนี้เราก็กำลังสนุกไปกับการหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการทำงาน อย่างตอนนี้กำลังสนใจงานวาดแนว digital collage ซึ่งการมาดูงานของศิลปินท่านอื่นที่ BACC เป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งที่ทำให้เราอยากทำงานที่ออกจาก comfort zone มากขึ้น

“ในปีหน้าเรากำลังจะมีอีกโปรเจกต์ของหอศิลปกรุงเทพฯ ก็อยากจะฝากติดตาม เพราะทุกๆ งานที่เข้ามาจัดแสดงที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมงานมีการวางแพลนกันข้ามปี ทุกคนทุ่มเทแรงกายแรงใจกัน ทำเอาเราตื่นเต้นไปด้วยเลย (หัวเราะ)”

“ในฐานะที่คุณสนิทกับเพื่อนบ้านที่ชื่อหอศิลปกรุงเทพฯ คุณอยากฝากบอกอะไรถึงเพื่อนบ้านคนนี้บ้าง”  ผมถามนักรบก่อนจะจากกัน

“ถ้าสมมติ BACC เป็นคน เราคงเห็นเขาเป็นคนที่ทำงานหนัก แต่ขณะเดียวกันเพื่อนบ้านคนนี้ก็เป็นคนที่ทุกคนรัก ทุกคนเห็นอยู่เสมอว่าเพื่อนบ้านคนนี้ทำอะไรต่างๆ ที่มีคุณค่า เราเลยอยากให้กำลังใจเขา เป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตไปกับเขาและอยากเห็นเขาอยู่ตรงนี้อยู่เสมอ” นักรบกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

Image Gallery