Main Exhibition

Undo Planet Part 2


บริหารงานโดย: หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานคร ร่วมกับสเปซ ฟอร์ คอนเทมโพรารี อาร์ต และ มูลนิธิเกาหลีเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ
องค์กรผู้สนับสนุนหลัก: บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
องค์กรผู้สนับสนุนโครงการ: กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งเกาหลี และ เรียล ดีเอ็มซี โปรเจกต์
สื่อผู้สนับสนุน: ONCE, Room Books, KiNdconnext
คัดสรรโดย ซุนจุง คิม  


ศิลปิน                                                      
อาซุนซิออน โมลิโนส กอร์โด
อำพรรณี สะเตาะ
เบเลน โรดริเกซ
เดน มิตเชลล์
ฮาเชล อัล ลัมคี
เจน จิน ไคเซน
แนนซี โฮลท์
ริม ดงซิก
โรเบิร์ต สมิธสัน
ชิมาบุกุ
ไซด์ คอร์
ไซมอน บูว์แว็ง
ตวน มามิ

Undo Planet Part 2

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ สเปซ ฟอร์ คอนเทมโพรารี อาร์ต (Space for Contemporary Art) และ มูลนิธิเกาหลีเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ (Korean Foundation for International Cultural Exchange) นำเสนอนิทรรศการนานาชาติ Undo Planet นิทรรศการที่ใช้ศิลปะเป็นสื่อในการสำรวจความเป็นไปได้ในการฟื้นฟูธรรมชาติ ศิลปินผู้เข้าร่วมสะท้อนและตั้งคำถามต่อความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โดยนิทรรศการนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนแรก Undo DMZ และส่วนที่สอง Land Art and Non-Human Beings

โลกประกอบด้วยองค์ประกอบที่หลากหลาย ทั้งผืนดิน มหาสมุทร รวมถึงพืชพรรณและสรรพสัตว์ แต่แทนที่มนุษย์จะอยู่ร่วมกับสิ่งเหล่านี้อย่างกลมกลืน กลับเลือกที่จะปฏิบัติต่อธรรมชาติเสมือนเป็นวัตถุและใช้อำนาจเหนือธรรมชาติตามวิธีคิดแบบมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ธรรมชาติจึงถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ต้องเอาชนะ ขณะที่การแสวงหาความสะดวกสบายของมนุษย์ก็ได้ผลักให้สิ่งแวดล้อมโลกก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤต ส่วนที่สองของนิทรรศการนี้ชวนให้มองธรรมชาติเฉกเช่นสิ่งที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ทีจะอยู่ร่วมด้วย ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเอาชนะ พร้อมสำรวจจินตนาการและการปฏิบัติการทางศิลปะในหลากหลายรูปแบบเพื่อเยียวยาความเสียหายที่ได้เกิดขึ้นกับธรรมชาติ

ในส่วนที่สองนี้ ชื่อ Land Art and Non-Human Beings เริ่มต้นด้วยผลงานของศิลปินผู้บุกเบิกภูมิศิลป์ ได้แก่ Spiral Jetty [film] (2513) ผลงานชิ้นสำคัญของ โรเบิร์ต สมิธสัน และ Sun Tunnels [film] (2521) โดย แนนซี โฮลท์ ผลงานSpiral Jetty [film] ใช้การถ่ายภาพทางอากาศเพื่อบันทึกโครงสร้างรูปก้นหอยที่สร้างขึ้นจากหินแกรนิต โคลน และผลึกเกลือ มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้าง 4.6 เมตร และทอดยาวถึง 457 เมตร เสียงบรรยายของสมิธสันอ้างอิงถึงแนวคิดที่เป็นแรงบันดาลใจผลงาน รวมถึงกระบวนการสร้าง และโบราณวัตถุสมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ พื้นที่ มาตราส่วน และภูมิทัศน์ที่รายรอบผลงาน ขณะที่ Sun Tunnels [film] ของโฮลท์ เป็นบันทึกวิดีโอของงานประติมากรรมเฉพาะพื้นที่ในทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐยูทาห์ ประกอบด้วยอุโมงค์คอนกรีตสี่ท่อ แต่ละท่อยาวประมาณ 2.4 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.7 เมตร จัดวางให้สอดคล้องกับตำแหน่งพระอาทิตย์ขึ้นและตกในช่วงครีษมายันและเหมายัน โดยมีการเจาะรูเพื่อให้แสงลอดผ่านเป็นรูปกลุ่มดาว วิดีโอเผยให้เห็นภาพของดวงอาทิตย์และแสงที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อมองผ่านอุโมงค์ในช่วงฤดูกาลเหล่านี้

ผลงาน Borderless Garden (no.2) ซึ่งจัดแสดงในส่วนแรกของนิทรรศการ ยังคงจัดแสดงต่อในส่วนที่สอง โดยผลงานศิลปะบนผนังชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานดังกุน ซึ่งเป็นตำนานการกำเนิดของชนชาติเกาหลี ที่ต่อยอดจากเรื่องราวการแปลงร่างจากสัตว์เป็นมนุษย์ไปสู่ความเชื่อมโยงระหว่างพืช สัตว์ และผู้คน เพื่อเชื่อมโยงเนื้อหาการจัดแสดงในส่วนแรกสู่ส่วนต่อไปของนิทรรศการ

ชิมาบูกุนำเสนอภาพถ่าย สไลด์โชว์ และวิดีโอเกี่ยวกับภูมิศิลป์หลายชุด เช่น Erect (พ.ศ. 2560) ที่สร้างสรรค์จากกิ่งไม้และก้อนหินที่เก็บมาจากชายฝั่งที่เสียหายจากแผ่นดินไหวโทโฮคุในญี่ปุ่น, Necklace: Carrying Stones up the Mountain (พ.ศ. 2564) ผลงานจัดวางที่ศิลปินนำก้อนหินจากโอกินาวะ เซโตะอุจิ และฮอกไกโดขึ้นไปจัดวางเป็นวงกลมบนภูเขา, The White Road (พ.ศ. 2562) ศิลปินใช้ก้อนหินสีขาวทำเป็นเส้นทางจากทะเลสู่ท้องฟ้า และ Snowman Honeymoon (พ.ศ. 2566) ที่นำตุ๊กตาหิมะไปตั้งไว้บนเตียงของโรงแรมร้าง รวมถึงผลงาน Swan Goes to the Sea (พ.ศ. 2555 และ 2557) ที่ถ่ายทอดการเดินทางของศิลปินผ่านการล่องเรือถีบรูปหงส์ ซึ่งเป็นความทรงจำวัยเด็ก ออกสู่ทะเล เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างสรรพสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นกับธรรมชาติ

อาซุนซิออน โมลิโนส กอร์โด หยิบยกภูมิปัญญาบรรพบุรุษที่กำลังเลือนหายกลับมาเล่าใหม่ผ่านวิดีโอ Barruntaremos (Inklings) (2564) ที่สำรวจเกี่ยวกับวิธีพยากรณ์อากาศโบราณซึ่งยังคงใช้กันอยู่ในหลายพื้นที่ของสเปน ลาตินอเมริกา แคริบเบียน และแอฟริกา เพื่อชี้ชวนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ภูมิปัญญาดั้งเดิมอาจเป็นเครื่องมือหนึ่งในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เบเลน โรดริเกซ นำเสนอผลงาน Chaqueta de granjero (Farmer’s Jacket) (2567) ซึ่งเป็นภาพถ่ายภูมิทัศน์ธรรมชาติที่เธอได้ฟื้นฟูและดูแลด้วยตนเอง ไซมอน บูแด็ง กับผลงาน Vulpes Vulpes Bruxellae (2567) สำรวจการอยู่ร่วมกันของสรรพชีวิตและลักษณะผสมผสานของระบบนิเวศเมือง ผ่านการรวบรวมวิดีโอที่ผู้คนบันทึกไว้เกี่ยวกับสุนัขจิ้งจอกป่าที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง

ผลงาน Orphalese (2567) ของ ฮาเชล อัล ลัมคี ได้แรงบันดาลใจจากเต็นท์ของชาวเบดูอินที่อาศัยอยู่ตามทะเลทรายในคาบสมุทรอาหรับ ศิลปินผสมผสานงานจิตรกรรมแบบดั้งเดิมเข้ากับการย้อมผ้าบาติกและประติมากรรม เพื่อถ่ายทอดภูมิปัญญาที่ใช้ในการรับมือกับลมร้อนและพายุทรายในทะเลทรายมาตีความใหม่ในรูปแบบศิลปะ ผลงาน Ambergris (Capture and Dispersal) (2567) ของ เดน มิตเชลล์ นำเสนอเรื่องของ “อำพันทะเล” วัตถุดิบหายากราคาแพงที่ใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอมมายาวนานหลายศตวรรษ ผลงานใช้เครื่องกระจายอากาศสองเครื่อง โดยให้เครื่องหนึ่งปล่อยกลิ่นสังเคราะห์จากด้านหนึ่ง และอีกเครื่องปล่อยกลิ่นอำพันทะเลแท้ที่ผ่านการกลั่นแล้วจากอีกด้านหนึ่ง เพื่อทลายเส้นแบ่งระหว่างสารธรรมชาติกับสิ่งที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นมีความเรือนลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซ้อนทับกันจนแยกไม่ออกระหว่างธรรมชาติกับสิ่งประดิษฐ์ในระบบทุนนิยมยุคหลัง

ส่วนผลงาน Greetings to Bowing Flowers (2548) ของ ริม ดงซิกเป็นภาพวาดที่ถ่ายทอดการแสดงกลางทุ่งดอกแดฟโฟดิลใกล้สตูดิโอของศิลปิน ผู้ซึ่งทำงานแนวธรรมชาตินิยมและใช้ชีวิตในชนบทของเกาหลีมาอย่างยาวนาน ผลงานสะท้อนความรู้สึกอบอุ่นของธรรมชาติ โดยศิลปินใช้สีน้ำมันเพียงเล็กน้อยและใช้พู่กันแตะแต้มสีลงบนผืนผ้าใบคล้ายการแต้มจุด นอกจากนี้ นิทรรศการยังจัดแสดงเอกสารประกอบอื่นๆ  เช่น บันทึกการแสดง ภาพถ่าย และภาพร่างแนวคิดของศิลปินร่วมด้วย ผลงานวิดีโอ Invocation (2562) ของ เจน จิน ไคเซน นำเสนอภาพการเคลื่อนไหวของเรือนร่างที่หมุนวนอย่างต่อเนื่อง ราวกับกำลังปล่อยให้ร่างกายเชื่อมรับกับลมหายใจของภูมิทัศน์ภูเขาไฟบนเกาะเชจู เมื่อกล้องค่อยๆ ลอยสูงขึ้น ร่างกายก็มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นเพียงจุดหนึ่งท่ามกลางพื้นที่กว้างใหญ่ เพื่อให้ผู้รับชมสัมผัมได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่แยกจากกันไม่ได้ ผ่านการมุ่งสำรวจสายใยระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และระหว่างประเพณีกับปัจจุบัน ผลงานของเธอสะท้อนถึงการมีอยู่และการลาลับ รวมถึงความหมายของการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในโลกปัจจุบัน

กลุ่ม SIDE CORE นำเสนอผลงาน new land (2567) ที่ผสานการแสดงสดและวิดีโอ เพื่อจำลองเหตุการณ์การยกตัวของแผ่นดินที่ทำให้พื้นที่ทางทะเลบางส่วนกลายเป็นแผ่นดินใหม่จากแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 ผลงาน Lost Motherland (2559/2568) ของ อำพรรณี สะเตาะ เป็นผลงานวิดีโอและภาพถ่ายที่สำรวจสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสถานที่ โดยสะท้อนถึงความรู้สึกของการสูญเสียบ้านเกิดที่ผู้ย้ายถิ่นต้องเผชิญ พร้อมทั้งมองย้อนต่อประวัติศาสตร์และความทรงจำที่ซ้อนทับอยู่ในดินแดนเหล่านั้น

นิทรรศการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งเกาหลี (The Korean Ministry of Culture, Sports and Tourism) และ มูลนิธิเกาหลีเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ (Korean Foundation for International Cultural Exchange) ส่วนหนึ่งของโครงการ  “Touring K-Arts”

Image Gallery